Rittichart’s E-Business Blog

ตุลาคม 18, 2009

โฆษณาบนเฟซบุ๊ก (Facebook Ads)

Filed under: Online Marketing — Rittichart S. @ 4:05 AM
Tags:

หลังจากที่ได้ลองใช้บริการโฆษณาบนเว็บ Social Networks อย่าง Facebook มาสักระยะหนึ่งแล้ว ก็รู้สึกว่าต่อไปจะต้องไปรับความนิยมในหมู่นักการตลาดชาวไทยอย่างแน่นอน เพราะนอกจากความง่ายของระบบการลงโฆษณาด้วยตัวเองที่ง่ายกว่า Google Adwords เป็นอย่างมากแล้ว การที่ผู้ลงโฆษณาสามารถเลือกกลุ่มผู้ที่จะได้เห็นโฆษณาได้ในหลายรูปแบบนั้น มันทำให้การวัดความคุ้มค่า (ROI) สามารถทำได้ชัดเจนมากยิ่งกว่ารูปแบบการโฆษณาที่แสดงจากผลการค้นหาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆแล้วโฆษณาบน Facebook เองก็สามารถระบุ keyword ได้เหมือนกันแต่จะต่างกับ Adwords พอสมควร .. เอาละๆ ฟีเจอร์เด็ดๆมีอะไรบ้าง ผมจะลองมารีวิวให้ดู

Untitled-1

ในเรื่องการออกแบบโฆษณาถือว่าทำได้ดีเพราะใช้งานง่าย ดูแล้วไม่ซับซ้อน จริงๆแล้วในส่วนนี้ก็คล้ายกับหน้าสร้างโฆษณา Google Adwords เหมือนกัน ใช้งานง่ายพอกัน ต่างตรงที่ Adwords จะง่ายแค่ตรงนี้แหละ ที่เหลือจะค่อน้างซับซ้อน ฮ่าๆ

Facebook Ad

ถัดมาคือการกำหนด Target ว่าจะให้โฆษณาถูกแสดงกับใครบ้าง ตรงนี้แหละหมัดเด็ด Facebook Ads เขาล่ะ มันมีอะไรบ้างมาดูกันเป็นข้อๆเลย

  1. สามารถระบุสถานที่ได้ว่าจะให้โฆษณาแสดงกับคนที่มาจากประเทศไหน อันนี้เฉยๆชิมิ Google Adwords ก็ทำได้
  2. เลือกกลุ่มอายุของกลุ่มเป้าหมายได้อีก .. น่ะเริ่มจะมีความแตกต่างแล้ว ถ้าสินค้าของเราจับกลุ่มวัยทองก็ซัดไปเลยครับ 60up คุณเลือกได้ เยี่ยมไปเลยใช่ม้า
  3. อันต่อมานี่ผมว่าเด็ด คือเราสามารถเซ็ทได้ว่าจะให้โฆษณาถูกแสดงเฉพาะกับผู้ที่เกิดในวันนั้นๆ .. อันนี้เยี่ยมมากๆ ทำ CRM เสริมสร้างความสัมพันธ์ได้ใจมากเลยนะเนี่ย
  4. เลือกเพศ ..อะนะ ต่อไปอาจจะมีให้เลือกครบเลยก็ได้ ชะนี เก้ง กวาง ฯลฯ
  5. Keywords ก็ใส่ keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเราลงไป เป็นการเจาะกลุ่มให้ชัดเจนลงไปอีกว่านอกจากจะได้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการแล้วเเหล่านั้นยังมีความสนใจเฉพาะทางนั้นๆโดยจับคู่คำเอาจาก keyword ที่ผู้ใช้งานของ Facebook ได้ระบุไว้บน Profile ของตัวเอง
  6. ระบุระดับการศึกษา ซึ่งก็เอามาจาก้อมูลบน Profile อีกเหมือนกัน
  7. ระบุชื่อที่ทำงานได้อีก งี้ถ้าอยากจะขึ้นป้ายโฆษณาให้พนักงานในบริษัทใดบริษัทหนึ่งเห็นก็ได้น่ะสิ … แหมงี้น่าจะระบุได้เนอะว่าแบบให้เฉพาะฝ่ายจัดซื้อดูได้อย่างเดียว 555
  8. อีกเรื่องเทพๆก็คือคุณสามารถโฆษณาตรงไปยังคนโสดทั่วนครFacebookได้ … ไม่อยากจะนึกเลย กึ๋ย
  9. นอกจากเลือกเพศได้แล้วก็ยังเลือกความสัมพันธ์ได้อีก อย่างนี้ก็หมายความว่า …. อ้า ถ้าผมเลือกเพศชาย ที่มีความสนใจเรื่องชาย ก็เท่ากับว่าผมสามารถ target กลุ่มชาวเรา เอ้ย กลุ่มชาวสีม่วงได้แล้วละสิ เทพนะเนี่ย เทพม้ากกกก
  10. เลือกภาษาที่ผู้ใช้ Facebook เลือกใช้งานได้..
  11. Connections อันนี้ก็คือในกรณีที่ผู้ลงโฆษณามีการทำ Facebook page, group หรือ application อยู่ด้วยนั้น คุณก็สามารถกำหนดเอาเฉพาะผู้ใช้ที่เป็นสมาชิคอยู่แล้ว หรือผู้ที่ยังไม่ได้เป็นก็ได้ครับ
  12. สุดท้ายก็จะเป็นแถบข้อมูลให้ดูว่า Target group ที่เราเลือกนั้นมีจำนวนทั้งหมดกี่คนที่อยู่ในระบบของ Facebook มีประโยชน์มากในการคำนวน ROI หรือใช้กำหนด Budget

Facebook Ad

ส่วนสุดท้ายก่อนที่จะจบขั้นตอนการสร้างโฆษณาก็สามารถที่จะระบุรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับจำนวนงบประมาณรายวัน หรือว่าจะกำหนดให้โฆษณาแสดงในช่วงเวลาไหน และที่สำคัญคือเราจะเลือกวิธีการคิดเงินค่าโฆษณาแบบไหนครับ ซึ่ง Facebook Ads นั้นมีให้เลือกอยู่ 2 วิธีคือแบบ CPM จ่ายต่อจำนวนโฆษณาถูกแสดง 1000ครั้ง หรือเป็นแบบ CPC เมื่อกดเราจ่าย คือเงินค่าโฆษณาจะถูกตัดก็ต่อเมื่อมีการคลิกที่โฆษณาเกิดขึ้นครับ โดยปรกติแล้วโมเดลแบบ CPM จะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า แต่ CPC ก็จะเด่นที่การการันตีว่าโฆษณาถูกใช้งานจริงๆนะถึงค่อยจ่าย.. อันนี้แล้วแต่จะเลือกครับ ส่วนมากผมว่าถ้าต้องการจะโฆษณาสร้าง awareness ก็ควรจะเลือก CPM ไปเลย..

อีกประการที่ควรจำไว้เกี่ยวกับเรื่องการจ่ายค่าโฆษณา Facebook Ads ก็คือ ทาง Facebook จะบันทึกบัตรเครดิตของเราไว้ในระบบตลอดเวลา และจะตัดบัญชีจากบัตรเป็นรายอาทิตย์ครับ ดังนั้นถ้าคุณไม่ได้ระบุวันสิ้นสุดองโฆษณา บัตรเครดิตก็จะถูกตัดไปทุกอาทิตย์ แต่ยังไงก็ไม่เกินจำนวนวงเงินรายวันที่จะใช้หรับโฆษณาที่ได้ถูกระบุเอาไว้นะครับ

By Rittichart S.

ตุลาคม 5, 2009

เรื่องดีๆที่อยากแชร์

Filed under: Inspiration — Rittichart S. @ 7:04 PM

open24hours1

วันนี้มีโอกาสได้ฟังเพื่อน (@macroart)  มาอบรมให้พนักงานที่บริษัทฟัง.. ต้องขอเ ท้าความเล็กน้อยว่า เคยร่วมงานกับ @macroart มาตั้งแต่ประมาณปี 1998 สมัยที่ทำ Pantip.com กันในยุคแรกๆ..

จริงๆหัวข้ออบรมให้พนักงานวันนี้ก็เป็นเรื่องที่ตัวเองก็ค่อนข้างเข้าใจดีอยู่แล้ว ตอนแรกจึงมิได้ตั้งใจฟังมากนัก แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ได้ฟังในวันนี้มันเป็นการมองในเรื่องเดียวกันจากอีกมุมซึ่งก็เป็นประโยชน์ และได้ความรุ้เพิ่มเติมแน่ๆ

กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานก็ทำให้หวลคิดถึงประโยคหนึ่งที่เคยเขียนอยู่ที่หน้าแรกของเว็บ Pantip.com เมื่อสมัยก่อนว่า ไม่มีใครรู้ในทุกๆ เรื่อง และเรารู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้มากพอๆ กับเราไม่รู้ในสิ่งที่คนอื่นรู้  .. 

ผมคิดว่าสิ่งที่อยากจะบอกก็คือ ถ้าใจเราเปิดกว้างอยู่เสมอ  แม้สมองเราจะปิด สิ่งดีๆมันก็จะทะลุผ่านกบาลของเราเข้ามาเอง

มกราคม 25, 2009

เจาะจุดแข็ง

Filed under: Inspiration — Rittichart S. @ 8:06 PM
Tags: ,

ผมมักจะชอบใจเสมอเมื่อมีโอกาสในการเรียนรู้อะไรใหม่ๆครับ ในช่วงปีที่ผ่านมาทางบริษัทก็ได้จัดอบรมเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองในหลายๆด้านอยู่บ่อยครั้ง โดยที่มักจะเน้นให้ค้นหาตัวเองจากการประเมินผลในรูปแบบต่างๆเช่น 360องศา หรือการทดสอบต่างๆนาๆ แต่ผลที่ได้ก็มักจะเป็นในแง่ของเข้าใจว่าจุดดีจุดด้อยของตัวเองเป็นอย่างไร และจะต้องทำอย่างไรถึงจะพัฒนาให้มันดีขึ้น ซึ่งผมก็เห็นว่ามันก็ีดีอยู่ แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่อะไรที่ยั่งยืนเลย

จนมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองที่ทั้งผมและน้องๆในทีมได้แจกหนังสือมาคนละเล่มชื่อว่า “เจาะจุดแข็ง” โดยที่ได้จทย์มาเหมือนกันทุกคนว่า ให้อ่านสามบทแรก แล้วทำแบบทดสอบผ่านอินเตอร์เนต จากนั้นในอาทิตย์ถัดมา ทางบริษัทจะจัด work shop นอกสถานที่และจะใช้ผลจากการทำแบบทดสอบนี้ด้วย สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาว่าหนังสือเล่มนี้มันน่าสนใจในแง่ที่ว่า นอกจากอ่านแล้วยังสามารถนำไปทำกิจกรรมต่อยอดได้จริง และที่สำคัญมัน localize เรียบร้อยแล้วคือมีเวอร์ชั่นภาษาไทย ทั้งตัวหนังสือและแบบทดสอบบนเว็บ how cool! 

เจาะจุดแข็ง strengths finder

ผมไม่รอช้าหยิบมาอ่านแล้วก็ต้องสะดุดและชอบใจประโยคหนึ่งในบทนำที่เขียนไว้ว่า “พวกเราแต่ละึคนได้รับการส่งเสริมในโรงเรียนและในที่ทำงานทั่วโลกให้ค้นหา วิเคราะห์ และแก้ไขจุดอ่อนของตนเองเพื่อจะได้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น คำแนะนำเช่นนี้มีเจตนาดีแต่เป็นความเข้าใจที่ผิด” อ่านแล้วโดน! กระแทกเข้ามาในกะโหลกอย่างแร๊งงงง.. ผมตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะอ่านหน้าต่อไปและต่อไป … 

คำแนะนำในการอ่านหนังสืิอเล่มนี้ก็คือให้อ่านจนถึงบทที่3 แล้วให้ทำแบบทดสอบบนเว็บไซต์ http://www.strengthsfinder.com ซึ่งแบบทดสอบนี้จะทำให้เราทราบถึงจุดแข็งหลักๆของเรา หลังจากนั้นในการอ่านบทถัดๆไปจะทำให้เราเข้าใจถึงคุณลักษณะจุดแข็งในแบบต่างๆที่มีอยู่ทั้งหมด 34แบบ หรือเรียกเป็นภาษาชาวบ้านคือแบบทดสอบนี้จะช่วยค้นหาว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไรนั่นเอง

หลังจากที่ผมอ่านจนครบ3บทแล้ว นี่คือข้อสรุปส่วนตัวที่ผมเข้าใจครับ

  1. การพัฒนาจุดแข็งให้แกร่งยิ่งขึ้นส่งผลต่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นมากกว่าการพัฒนาจุดด้อย
  2. การลบข้อด้อยนั้นก็จำเป็นต้องทำแต่ควรให้ความสำคัญน้อยกว่าการทำให้จุดแข็งของตัวเองเด่นขึ้น
  3. จุดแข็งคือการปฎิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้แทบจะสมบูรณ์แบบอย่างสม่ำเสมอ
  4. จุดแข็งคือการรวมตัวกันของ พรสวรรค์ ความรู้ และ ทักษะ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พรสวรรค์ เพราะมันเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในตัวตนของแต่ละคน
  5. คนส่วนมากมักแสวงหาความรู้โดยไม่คำนึงถึงพรสวรรค์ของตัวเอง ส่งผลให้ไม่สามารถนำสิ่งที่ดีที่สุดของตนเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
  6. การเข้าใจจุดแข็งของตัวเองและลูกน้องทำให้การ put the right man to the right job มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

เมื่อพินิจพิเคราะห์อย่างใจเป็นกลางผมเห็นว่าสิ่งที่หนังสือเล่มนี้บอกเอาไว้ (ซึ่งเป็นการสำรวจจากแบบสอบถามคนกว่าสองล้านคนนะครับ) ก็ค่อนข้างที่จะน่าเชื่อถืออยู่พอสมควร บ่อยครั้งผมมักจะเจอคนที่ชอบบอกว่า พรสวรรค์ไม่เท่ากับพรแสวง ผมก็มักจะคิดแย้งอยู่ในใจเสมอมาว่า ก็ถูกของพี่ถ้าพี่ต้องการอะไรที่แค่ได้มาตรฐาน แต่ถ้าพี่ต้องการอะไรที่perfect มันต้องทั้งสวรรค์และแสวงรวมตัวกันมันถึงจะเป็นจุดสุดยอดclimax หนังสือเล่มนี้ได้ทำให้ผมยิ่งมั่นใจในความเชื่อของผมข้างต้นมากยิ่งขึ้น ทีนี้ปัญหาของคนส่วนมากมันอยู่ที่การระบุว่าพรสวรรค์ที่แท้จริงของเค้าเหล่านั้นคืออะไร ซึ่งสิ่งนี้น่าสนใจ ในหนังสือระบุเอาไว้ว่า “พรสวรรค์คือ แบบแผนของความคิด ความรู้สึก หรือพฤติกรรมที่เกิดซ้ำๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้” นอกจากนี้ยังได้จัดทำแบบทดสอบขึ้นมาบนเว็บ  โดยที่หลังหนังสือเล่มนี้จะมีการ์ดรหัสให้สามารถใช้ลงทะเบียนเพื่อทำแบบทดสอบได้ จะรอช้าไ ปทำไมผมอยากจะรู้เต็มแก่แล้วละว่าจุดแข็งหรือพวงสวรรค์ เอ้ยพรสวรรค์ของผมจากแบบทดสอบนี้จะมีหน้าตาอย่างไร เริ่มต้นให้เข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.strengthsfinder.com ถ้าอยากทำภาษาไทยให้คลิกเลือกภาษาได้จากหน้านี้นะครับ หลังจากนั้นระบบจะนำเราไปสู่หน้าที่ให้ใส่รหัสที่ได้มาจากการ์ดด้านหลังหนังสือ ก็ใส่สิ โลด..

 

ลงทะเบียนผ่านหน้าเว็บ

ลงทะเบียนผ่านหน้าเว็บ

 

หลังจากนั้นเราก็ต้องลงทะเบียน ชื่อ-นามสกุล อีเมล์อะไรก็ว่ากันไปครับ ทำไปเรื่อยๆตามเค้าต้องการเลย ก่อนจะทำแบบทดสอบก็จะมีให้เราทำแบบสำรวจนิดหน่อย จะทำหรือไม่ทำก็สุดแล้วแต่ครับ จากนั้นก็จะมาถึงหน้าที่บอกรายละเอียดการทำแบบสอบถามกันละครับ ซึ่งจะมีเวลาให้เรา 35นาที คำถามเป็นลักษณะแบบให้เลือกสิ่งที่คิดว่าตรงกับเรามากที่สุดมา และโดยที่มันมีคำถามเยอะมาก แต่ละข้อมีเวลาแค่ 20วินาที ดังนั้นก็คงไม่มีเวลาให้พินิจพิเคราะห์มากนัก พอเห็นข้อที่ตรงกับนิสัยหรือการกระทำของตัวเรามากที่สุดก็กดเลือกข้อนั้นไปเลยครับ ไม่งั้นมันข้ามไปเลยล่ะ ถ้าใช้เวลาเกิน >_<

แบบส�บถาม strengthsfinder.com

คำอธิบายก่อนเริ่มทำแบบทดสอบ

ลักษณะของคำถามก็จะเป็นในรูปแบบให้เลือกสิ่งที่ตรงกับเรา ดังตัวอย่างด้านล่าง มีพฤติกรรมอยู่สองอย่างซ้ายขวา ด้านซ้ายสุดบอกว่า “ฉันอ่านคำแนะนำก่อนที่จะเริ่มต้น” และ ด้านขวาสุด “ฉันต้องการข้ามไปสาระสำคัญ” ตรงกลางก็บอกว่า “เฉยๆ” ถ็ถ้าผมเป็นประเภทแบบยังไงก็ได้ หรือไม่แน่ใจ ผมก็จะเลือก เฉยๆ แต่ถ้าผมมั่นใจว่าผมมักจะอ่านคำแนะนำทุกครั้งก่อนจะทำอะไรก็ตามผมก็จะเลือกซ้ายสุด หรือถ้าผมคิดว่าผมทำมั่งไม่ทำมั่ง ผมก็จะเลือกช่องว่างๆทางซ้ายที่ถุดมาจากซ้ายสุดอีกที ในการทำแบบสอบถามก็จะทำแบบนี้แหละครับประมาณ 90 ข้อ ก็เท่ากับมีคู่ให้เลือกทั้งหมด 180 คู่.. 

ิbegin strengths finding test

ตัวอย่างคำถามในแบบทดสอบ

 

เมื่อทำแบบทดสอบเสร็จแล้วระบบก็จะประมวลผลออกมาว่าจากแบบสอบถามเหล่านี้ เราน่าจะมีจุดแข็งหรือพรสวรรค์ด้านใดบ้างเรียงตามลำดับลงมา 5 อันดับครับ ตามรูปด้านล่างเลย แหมเอาข้อมูลส่วนตัวของผมมาเปิดเผยเลยนะเนี่ย แต่ไม่เป็นไรครับ เพื่อการศึกษา บทความนี้ก็เหมือนทั้งผมและทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านจะได้ศึกษาไปพร้อมกันเลย

ผลจากการทำแบบทดส�บ

ผลจากการทำแบบทดสอบ

 

เมื่อเราได้ผลจากการทำแบบทดสอบมาแล้วก็เริ่มอ่านบทที่ 4 ต่อได้เลยเพื่อทำความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของเรา หรือของคนอื่นๆ ถ้าเรารู้ผลของเขาเหมือนกันนะครับ :) ..

 

.. จบแบบดื้อๆซะงั้น

มกราคม 11, 2009

ประสปการณ์สอบ Google Advertising Professional (GAP)

Filed under: Inspiration, Online Marketing — Rittichart S. @ 10:21 PM
Tags: ,

การได้มาทำงานในบริษัทใหญ่ๆก็มีข้อดีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือทำให้เราได้ลองทำในสิ่งที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิม และการสอบ Google Advertising Professional (GAP) ก็เป็นอีกหนึ่งประสปการณ์ที่ผมได้รับจากการทำงาน ซึ่งจริงๆแล้วผมเองนั้นได้เคี่ยวเข็นฉุดกระชากลากถูน้องๆในแผนกที่ดูแลรับผิดชอบ Adwords ให้ลองไปสอบดู จะกลัวอะไร บริษัทก็ออกค่าสอบให้ แล้วตัวเองก็ได้ความรู้อีกด้วย … น้องเขาคงงานยุ่งมาก -_-’ จนไม่ไปสอบสักที สุดท้ายเลยตัดสินใจลงสนามเองก็ได้ฟะ เผื่อเราสอบผ่านจะได้มีpowerไปบอกน้องๆได้ดีกว่า ไม่ใช่จะสักแต่สั่งๆแต่ตัวเองก็ทำไม่ได้ (อันนี้เดาว่าไอ่น้องมันคงจะคิดแบบนี้)

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าผมเองนั้นเคยเล่น Adwords แค่ผ่านๆครับ เคยใช้กับธุรกิจของที่บ้านมาบ้าง สำหรับที่บริษัทก็จะเป็นคนคอยไกด์ให้น้องๆทำซะมากกว่า ดังนั้นอะไรที่ลึกๆมากผมก็ไม่รู้หมดหรอก แต่ก็เอาละลองดู .. อันดับแรกเลยครับไอ่ GAP เนี่ยมันมี 2 ระดับคือแบบส่วนบุคคลหรือ Qualified Individual กับแบบองค์กรหรือ Qualified Company ที่ผมสอบคือแบบแรกครับ

จะสอบ GAPแบบ Individual ได้เนี่ยคุณจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ Google เขากำหนดมาก่อนนั่นก็คือ

  1. มีบัญชี Adwords และต้องบริหารบัญชี Adwords อย่างน้อย1บัญชีใน My Client Center (MCC) มาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า90วัน
  2. ต้องบริหารงบโฆษณาบน Adwords มาไม่น้อยกว่า 1,000เหรียญ (US) ในระยะเวลา 90วัน
  3. ต้องสอบ GAP ผ่าน ค่าสอบ 50เหรียญ(US) 

Google Adwords Professional

จริงๆก็ถือเป็นความฉลาดของ Google เห็นๆเลยว่าจะสอบได้ก็ต้องใช้ของเขามาไม่น้อยกว่าสามหมื่นบาทแหละ อย่างว่าของเค้าขายได้ BRAND เค้าใครๆก็อยากจะคบด้วยก็งี้แหละนะผมว่า เอาละทีนี้พอจะสอบ ผมบอกตรงๆไม่ได้อ่านอะไรเลยครับ กะว่าขอลองดูทีนึงก่อนให้รู้แล้วค่อยเอาจริงอีกที เขามีกำหนดเอาไว้ว่าต้องผ่าน 75% จาก 100% ถึงจะถือว่าสอบได้ เอาละสิ .. จัดการลงทะเบียนโลดครับ ซึ่ง Google เค้าใช้ Third Party มาเป็นผู้จัดการสอบครั้งนี้ ลงทะเบียนสอบที่นี่เลย http://ibt.prometric.com/google

ลงทะเบียนจ่ายเงินผ่านเครดิตการ์ดนะครับ เสร็จสรรพก็จะพาไปหน้าแนะนำนิดหน่อย เราจะลองดูก่อนก็ได้ว่าเขาสอบกันยังไง เสร็จแล้วค่อยเอาจริง แต่ผมเฮ้วไปหน่อย ลองเลย เขาจะมีแบบทดสอบให้ร้อยกว่าข้อนิดๆ ให้เวลา1.30ชั่วโมง เมื่อเริ่มสอบแ้ล้วจะหยุดไม่ได้ต้องลุยไปเลย ข้อสอบจะเป็นแบบ multiple choice คือมีคำถามหน้าละข้อให้คำตอบเป็นchoiceมาให้เลือกตอบ บางข้อให้ตอบอย่างเดียว บางข้อให้ตอบได้มากกว่า1คำตอบ สนุกละสิ .. 

ผมก็ลุยๆดุ่ยๆไปเรื่อยครับ อ้อข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษนะครับ ผมพบว่าคำถามส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับ Basic การใช้ Adwords มากๆ เช่น Starter Account ต่างจาก Standard Account อย่างไร ไปจนถึงคำถามที่เกี่ยวกับการ Optimize เช่น negative keyword จะใช้ได้ดีในแคมเปญแบบไหน ผมเองก็ไม่ได้รู้หมดนะครับ แต่ผมพอจับทางได้ินิดหน่อยว่าคำถามคำตอบค่อนข้างจะสามารถใช้ common sense ได้พอสมควร ถ้าเมื่อไหร่เจอคำถามที่ใช้ Jargon หรือศัพท์เทคนิค ก็ search help ของ Adwords เลยครับ พอถูไถไปได้

Tip อีกอันนะครับ ข้อไหนไม่แน่ใจให้ข้ามไปก่อน เพราะพอทำข้อสุดท้ายเสร็จเขาจะมีหน้าสรุปมาให้ดูว่าข้อไหนข้ามไปบ้าง แล้วให้เราเลือกกลับไปทำข้อนั้นได้ ก่อนที่สุดท้ายจะส่งคำตอบทั้งหมด. 

พอทำเสร็จจบส่งพอกันที รอไปอีกไม่นานก็จะพาไปหน้าประกาศผลเลย ผมเองก็ดันผ่าน ไม่ได้เก่งหรอกครับ พอถูไถเอาไปโม้กับน้องๆที่ทำงานไปวันๆ หลังจากนั้นอีก1-2วัน เมื่อ logon เข้า MCC ก็จะเห็นโลโก้ Qualified รอหราให้เราเอาไปประดับบารมีได้เลย

โดยสรุปแล้วในความคิดผมนะ

  1. ถ้าคุณเคยใช้ Adwords มาแล้วสักระยะนึง คุณน่าจะทำข้อสอบได้ไม่ยาก 
  2. ถ้าเก่งภาษาอังกฤษจะได้เปรียบมากเพราะจะทำข้อสอบได้เร็วกว่า (เวลาจำกัดมั่กๆ)
  3. ถ้าข้อไหนไม่เข้าใจให้ข้ามไปก่อน
  4. เจอศัพท์เทคนิคให้ search help ของ Adwords 

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนที่อยากได้โลโก้ Qualified ของ Google Adwords มาดูเล่นนะครับ Good luck!

มกราคม 10, 2009

Spific.com อีกหนึ่งไอเดียหาตังก์จาก Google

Filed under: Inspiration — Rittichart S. @ 11:50 PM
Tags: ,

ในช่วงปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบค้นหาหรือที่เรียกกันว่า search engine และก็ได้ตามดูและศึกษาเว็บไซต์ที่เป็นเสิร์ชอยู่หลายตัวทั้งในประเทศและต่างประเทศครับ ทุกๆเจ้าล้วนตื่นตัวและอยากจะรวยตาม Google กันเพราะเห็นแล้วว่าเป็นโมเดลที่successเป็นอย่างมาก จะว่าไปไอ้เจ้าโฆษณา Adword ที่Googleทำแล้วประสปผลสำเร็จเป็นอย่างมากนั้น ดูไม่ต่างอะไรกันกับโฆษณาบนสุดหน้าเหลืองในยุคก่อนเลยนะจะว่าไป ในสมุดโทรศัพท์มีข้อมูลอยู่เยอะแยะ แต่จะมีอยู่บางข้อมูลที่โดดเด่นขึ้นมา เช่นมีกล่องล้อมรอบ ตัวหนังสือหนา มีรูปประกอบอะไรสารพัด… จริงๆนวัตกรรมเหล่านี้มีมานานแล้วในโลกออฟไลน์ แต่พวกท่านเหล่านั้นตื่นตัวช้าไปในโลกออนไลน์ 

มาเข้าเรื่องดีกว่า วันนี้ในขณะที่กำลังตามmonitorพวกsearch engineอยู่ตามปรกติที่ทำทุกวันก็ได้ไปเจอเว็บหนึ่งเข้า ดูแล้วมันก็เป็นเว็บหนึ่งที่นำเอาระบบค้นหาของGoogleมาใช้เหมือนเว็บอื่นๆทั่วไป แต่พอเล่นไปๆ แล้วกลับชอบครับ ชอบที่เขาให้บริการค้นหาบนGoogleแบบระบุเวลาได้ด้วย นั่นหมายความว่า ถ้าคุณอยากหาว่า ภายใน24ชั่วโมงที่ผ่านมามีเว็บอะไรที่มีีupdateเกี่ยวกับkeywordที่คุณระบุ คุณสามารถทำได้ในเว็บนี้ www.Spific.com

spific.com

ถามว่ามันใหม่ไหม คำตอบคือ ไม่! อันนี้รู้ได้ทันทีครับ ก็เห็นอยู่ว่าเขาใช้ API search ของ Google แล้วมีเหรอที่ตัวพ่ออย่างGoogleจะทำไม่ได้ ลองกด Advance search ของGoogleเข้าไปดูแล้วคุณจะพบความจริงว่า ไอ้ function นี้นั้นทาง Google เองก็มีให้บริการมานานแล้วละครับ แต่ก็นั่นแหละมันอยู่ใน link Advance search ผมว่ามีมากกว่า 50%นะครับที่ไม่ใช้ฟังก์ชั่นนี้ของ Google และนี้เองก็คงเป็นจุดที่ทาง Spific มองเห็นโอกาส จึงขอนำความเก่งที่Googleไม่ได้โชว์พาว์เวอร์มากนำมาเป็นจุดเด่นของตัวเอง แถม Spific เองก็คงจะได้รายได้จากโฆษณา Adsense ที่มาจากผลของการค้นหาของ Google อีกด้วย

อันนี้ก็ทำให้คิดได้เหมือนกันว่าในโลกออนไลน์ ยังมีช่องทางทำมาหากินอีกเยอะแยะจริงๆ ใครเจอก่อนก็ได้เปรียบครับ สวัสดี

SEO แบบนี้ไม่ควรทำ

Filed under: Online Marketing, Web Dev — Rittichart S. @ 3:18 PM
Tags:

จริงๆก็ไม่ได้เป็น expert ทางด้าน SEO หรือ Search engine optimization สักเท่าไหร่ ก็ศึกษาไว้บ้างครับ เรียนไปรู้มาก็เลยอยากมาแบ่งปันกันบ้างว่า ไอ้ที่ทำเว็บกันมานั้น มันมีอะไรที่ไม่ควรจะทำบ้าง ถ้าต้องการให้การทำ SEO ประสปผลสำเร็จ ซึ่งก็คือเว็บของคุณขึ้นอันดับที่ดีในคำค้นหาหรือ keyword ที่คุณต้องการบนเสิร์ชเอ็นจิ้นต่างๆ อย่าต่างๆเลย ก็กูเกิ้ลนั่นแหละที่คนส่วนมากอยากขึ้นกัน..  มาดูกันเลย

 

1. หลีกเลี่ยงการใช้ Flash
ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บแบบ Flash ทั้งเว็บละก็ มันจะทำให้ Search engine เข้าถึงข้อมูลบนเว็บไซต์ยากมากๆเลยครับ เว็บที่ Search ชอบส่วนมากจะเป็นจำพวก content ที่เป็นเนื้อหาชัดเจนมากกว่า ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นก็เลี่ยง Flash ไว้ก็จะดี

 

2. เว็บที่ไม่มี Title
ทางเทคกานิกก็คือตัว Title Tag นั่นเอง อย่าลืมเชียวนะ ตัวนี้สำมะคันยิกๆๆ แล้วอีกอย่างนึงพวกเว็บที่ทุกๆหน้าใช้ Title Tag เหมือนกันหมดเลยนี่ก็ไม่ดีครับ กูเกิ้ลเค้าไม่ปลื้ม .. อันนี้ต้องแก้นะ คันยิกๆอีกเหมือนกัน

 

3. ไม่ควรใช้ Frame
อันนี้เคสเดียวกันกับ ข้อ1 เลยครับ Frame ทำให้การ Crawl ข้อมูลของ Search นั้นทำได้ยาก แล้วก็เลยพาลให้เว็บของคุณไม่ได้อยู่ในอันดับที่ดีไปซะยังงั้น .. ก็ถ้าไม่จำเป็น ให้หันไปใช้อย่างอื่นจะดีกว่า

 

4. เทคนิคซ่อนKeyword ในพื้นหลังเว็บ
พวกที่เอาคำค้นหาใส่ในหน้าเว็บเยอะๆมากๆๆๆ แล้วทำให้ตัวหนังสือเป็นสีเดียวกับสีพื้นของเว็บ ก็คือทำให้ตัวหนังสือมันมองไม่เห็นนี่แหละครับ แบบนี้โดนจับง่ายมาก อย่าไปทำเลยเปลืองเวลา แล้วก็ไม่มีประโยชน์เรื่องอันดับที่ดีขึ้นด้วย 

 

5. เทคนิคซ่อนKeyword ใน Alt Tag
Alt Tag นั้นมีำไว้สำหรับใส่คำอธิบายของรุปภาพนั้นๆ หรือ ปุ่มกดต่างๆ แต่ก็ยังมีคนพยายามเอาKeywordไปยัดซ่อนเอาไว้ในTagนี้โดยหวังว่าจะทำให้ได้อันดับที่ดีบน Search ซึ่งในความจริงแล้วไม่มีผลอะไรเลย ซ้ำร้ายถ้าโดนตรวจเจออาจจะโดนลงโทษเอาลิสออกได้ง่ายๆนะครับ

 

6. URL ที่ยาวเกินไปและเข้าใจยาก
เว็บไซต์ส่วนใหญ่ในยุคนี้ก้ต้องใช้ CMS มาบริหารจัดการกันเกือบทั้งนั้น CMSบางชนิดก็ทำให้ชื่อ URL ของเว็บออกมาทั้งยาวและสับสน ตัวอย่างเช่น 

http://iypsearch.yp.com.hk/iypbusiness_e08/en/html/keyword_search/classproduct.aspx?txtType=classproduct&txtKwForClass=hotel&txtKeyword=hotel&fbcn=

แบบนี้ Search engine ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ครับ ยังไงก็พยายามทำให้ URL ทั้งสั้น และเข้าใจง่ายๆจะดีกว่า

 

7. อย่าเปลี่ยนชื่อไฟล์บ่อยๆ
อันนี้บางท่านอาจจะมีสาเหตุอย่างไรไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆการเปลี่ยนชื่อไฟล์ทำให้หน้าเว็บนั้นที่ได้ขึ้นไปอยู่ในลิสของ Search engine แล้วต้องมีอันหายไป ไม่ดีแน่นอนสำหรับการทำ SEO

 

แค่นี้ก่อนนะครับ พอหอมปากหอมคอ ถ้าไปเจออะไรใหม่ๆ update มาจะเอามาลงแชร์กันอีก

มกราคม 7, 2009

วางแผนต้องเห็นภาพ

Filed under: Inspiration, Online Marketing — Rittichart S. @ 12:36 PM
Tags:

วันนี้ขณะที่กำลังประชุมกับน้องๆทีม Online Marketing เพื่อถามความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนการตลาดของเว็บไซต์ที่แต่ละคนดูแลอยู่สำหรับไตรมาสนี้ ได้สังเกตุเห็นว่าน้องๆนักการตลาดรุ่นใหม่ๆนี้ไอเดียค่อนข้างเยอะ มีทั้งที่เจ๋งและจอดปะปนกันไป แต่ที่รู้สึกว่าขาดไปและจำำหรับผมในฐานะคนที่จะต้องบริหารและจัดการในองค์รวมก็คือ การวางแผนที่ดี น้องๆเหล่านี้ไอเดียบรรเจิดมาก แต่ทุกอย่างลอยฟุ้งอยู่ในมหาสมุทรแห่งความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน (คำเท่ห์มากมาย) ผมเลยได้โอกาสแนะนำน้องๆเหล่านี้ถึงวิธีการวางแผนที่ดี เพื่อที่จะได้นำไอเดียเจ๋งๆเหล่านั้นมาคัดกรอง และนำไปใช้ให้ตรงประเด็น และเกิดผลจริง.. เลยอยากจะนำคำแนะนำนี้มาบันทึกไว้ด้วยเผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆต่อไป

จริงๆแล้วหลักของการวางแผนมีอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นคือการทำให้เห็นภาพรวมทั้งหมด ประหนึ่งว่ามองลงมาจากฟากฟ้าเห็นพื้นดินว่าตรงไหนน้ำท่วม ตรงไหนแห้งแล้ง ตรงไหนเพาะปลูกเจริญงอกงามดี เพื่อจะได้จัดทรัพยากรได้ถูกว่าตรงนี้แล้งควรผันน้ำให้ ตรงนั้นน้ำท่วมต้องแก้ไข อะไรก็ว่ากันไป ดังนั้นเวลาที่วางแผนใดๆก็ตาม ผมมักจะทำแผนงานเหล่านั้นใ้ห้อยู่ในรูปแบบของแผนภูมิ หรือรูปภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วพยายามลากโยงความสัมพันธ์ต่อถึงกัน จะว่าไปก็ไม่ต่างจากการทำ Mind Map สักเท่าไหร่ แต่สำหรับการคิดวางแผนในเรื่องการทำ campaign ทางการตลาดนั้น ก็มีแผนภูมิอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจที่จะทำ ซึ่งผมได้ร่างๆขึ้นมาใช้เองเมื่อสักสิบกว่าปีที่แล้วสมัยยังเป็นวัยเริ่มทำงานยังไฟแรง.. แผนภูมินี้ผมได้ไอเดียมาจากแบบเรียนสมัยมัธยมที่ให้จับคู่กลุ่มคำด้านซ้ายให้ตรงกับกลุ่มคำด้านขวาตามคำสั่ง คุ้นไหมครับ 

ไม่รู้ว่าวิธีการนี้จะไปตรงกับทฤษฎีอะไรของใครหรือไม่นะครับ จริงๆแล้วผมเน้นมาบอกเล่าจากประสปการณ์ที่ลองใช้แล้วดีมากกว่า เอาละวิธีการทำแผนภูมิที่ว่านี้ก็ง่ายๆแค่ ลากช่องเป็นเส้นตรงตามแต่ที่อยากจะเชื่อมความสัมพันธ์ จากตัวอย่างที่สอนน้องไปวันนี้เราพูดกันถึงการคิดแผนการตลาดสำหรับเว็บไซต์ ดังนั้นผมจะลากเส้นให้แบ่งได้4ช่อง ช่องแรกเป็น Objective ช่องถัดมาเป็น Website หรือ Product ช่องที่สามใส่เป็น Target ส่วนช่องสุดท้าย ก็ใส่เป็น Marketing Technique เสร็จแล้วก็จะได้ออกมาในรูปแบบนี้

matching table

หลังจากได้ตารางแล้วก็บรรเลงเลยครับพี่น้อง ใส่ข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานของเราแยกตามหัวเรื่องที่ว่าไว้ลงไปในตารางเลย โดยเฉพาะในช่องสุดท้าย คิดอะไรได้ให้ใส่ไปให้หมดครับ ไม่ต้องมีข้อจำกัดใดๆทั้งสิ้น เพราะสุดท้ายเราจะมาทำการ match กันอีกที ประเดี๋ยวจะลองใส่ให้ดูเป็นตัวอย่าง

matching table

หลังจากได้ข้อมูลทั้งหมดของเราลงในแผนภูมิแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะลากเ้ส้นเชื่อมความสัมพันธ์แล้วครับ ตรงนี้เทคนิคของใครของมันแล้วละ .. ดูตัวอย่างตามรูปต่อไปนี้

matching table

โดยสรุปแล้วสิ่งที่เราจะได้ก็คือ ผังรวมทั้งหมดว่าถ้าเราจะตอบโจทย์อะไร กับProductตัวไหนให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้แล้วเราควรจะใช้เครื่องมือทางการตลาดใดถึงจะเหมาะสม .. นอกจากนี้ยังสามารถเอาไปต่อยอดได้โดยการเพิ่มช่องไปเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่นช่องถัดมาคุณใส่เป็น Marketing Activity แล้วแตกรายละเอียดย่อยออกมาจาก Marketing Technique อีกทีว่า Offline PR มีอะไรบ้าง Online Advertising มีอะไรบ้าง..

 

ขอให้สนุกกับการวางแผนครับ!

มกราคม 6, 2009

วิธีทำให้ PayPal ส่งค่าที่ต้องการกลับมา Shopping cart ของเรา

Filed under: Web Dev — Rittichart S. @ 3:59 PM
Tags: , ,

สำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์ e-commerce คงจะมีไม่น้อยที่เคยมีประสปการณ์จะต้องเชื่อมต่อโปรแกรม shopping cart ของตัวเองเข้ากับระบบชำระเงินของ PayPal ถ้าเป็น shopping cart แบบสำเร็จรูปเช่นพวก osCommerce ก็จะค่อนข้างง่ายและไม่ซับซ้อนมากเท่าไหร่ในการเชื่อมต่อ แต่ถ้าในกรณีที่เป็นโปรแกรม shopping cart ที่พัฒนาเขียนขึ้นเองละ ตรงนี้ผมพอมีประสปการณ์เล็กๆน้อยครับ ส่วนมากก็ไม่ค่อยจะมีปัญหามากเท่าไหร่ ส่วนมากก็จะทำงานไปตามขั้นตอนคือเราส่งค่าต่างๆที่ PayPal กำหนดไปยังเว็บไซต์ของเขา ลูกค้ากรอกข้อมูลบัตรเครดิต ฯลฯ เมื่อจ่ายเงินเสร็จก็จะมีปุ่มให้คลิ๊กกลับมาที่เว็บไซต์ของเรา ซึ่งถ้าเป็นแบบธรรมดาๆก็จะกลับมาตรงๆเลย จริงอยู่เราสามารถระบุ URL ปลายทางสำหรับปุ่มกดกลับมานั้นได้ แต่ว่าจากประสปการณ์ผมมักจะเจอปัญหากับ URL ที่ส่งค่า variable ยาวๆ โดยเฉพาะประเภทที่ไม่ได้ encodeURL ด้วย 

สำหรับ solution นั้นก็ง่ายๆครับ แต่ก่อนอื่นขอบอกว่านี่ไม่ใช่ทางออกทางเดียว เป็นแค่ทางหนึ่ง (option) ที่ลองแล้วใช้ได้ผลดี จริงๆแล้วมีอีกหลายทางมากที่ PayPal เตรียมไว้ให้ ยังไงก็ลองศึกษาจากคู่มือที่ดาว์นโหลดได้จากเว็บ PayPal หน้า Website Payments Standard นะครับ https://www.paypal.com/us/cgi-bin/webscr?cmd=_wp-standard-overview-outside 

เอาละมาลองกันเลย เริ่มต้นเวลาจะส่งค่าต่างๆเข้า PayPal ก็มักจะมีตัวแปรต่างๆที่จำเป็นดังนี้ 

<form action=”https://www.paypal.com/cgi-bin/webscr” method=”post”> 
<input type=”hidden” name=”cmd” value=”_ext-enter”> 
<input type=”hidden” name=”redirect_cmd” value=”_xclick”> 
<input type=”hidden” name=”business” value=”youremail@yourdomain.com”> 
<input type=”hidden” name=”item_name” value=”Your_item_name”> 
<input type=”hidden” name=”upload” value=”1″> 
<input type=”hidden” name=”amount” value=” 2.00″> 
<input type=”hidden” name=”return” value=”http://www.yourdomain.com/file.htm”> 
<input type=”hidden” name=”cancel_return” value=”http://www.yourdomain.com”> 
<input type=”image” src=”imgs/x-click-but6.gif”> 
</form> 

ซึ่งค่าแค่นี้ก็สามารถทำให้ Shopping cart ของคุณส่งค่าไป PayPal เพื่อทำการชำระเงินได้ แต่เวลาย้อนกลับมาก็จะมาเข้า URL ที่ระบุไว้ใน “return” และไม่มีค่าใดๆอื่นอีกถูกส่งกลับมาเพื่อเช็คความถูกต้องเลย จริงอยู่คุณอาจจะสามารถเช็คจาก session หรือ cookie ของ user คนนั้นได้ แต่ว่าใครจะไปรู้ user อาจจะจ่ายเงินนานไปจน session expire ก่อนที่จะวกกลับมาที่เว็บคุณก็ได้ ดังนั้นทางที่ผมลองทำดูก็คือเพิ่มการส่งค่าที่ชื่อ “invoice” และ “rm” ลงไปในชุดคำสั่งด้านบนด้วย ดังนี้ 

<input type=”hidden” name=”invoice” value=”invoice_number”> 
<input type=”hidden” name=”rm” value=”2″> 

สำหรับ invoice ก็ให้ใส่เลขรหัสการสั่งซื้อลงไป และ rm ซึ่งก็คือ return method ถ้าระบุ 2 ก็จะเป็นการสั่งให้ PayPal ส่งค่าที่จำเป็นๆหลายอย่างกลับมากับปุ่มที่กดกลับมาเว็บไซต์เราด้วย โดยเป็นการส่งวิธี POST ค่าที่ PayPal ส่งกลับมามีเยอะมาก คุณสามารถเลือกใช้เอาได้เลย ยกตัวอย่างเช่น 

<input type=”hidden” id=”" name=”payer_status” value=”verified”> 
<input type=”hidden” id=”" name=”verify_sign” value=”Code_from_verisign”> 
<input type=”hidden” id=”" name=”payment_status” value=”Completed”> 

ทั้งสามค่านี้ก็เป็นตัวยืนยันว่าลูกค้าได้ทำการจ่ายเงินผ่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว และค่าที่ผมใช้ก็คือ invoice จะถูก return กลับมาด้วย แหล่มเลย ก็เช็คเอาจาก invoice_number นี่แหละ 
<input type=”hidden” id=”" name=”invoice value=”invoice_number”>

หรือใครอยากเขียนโปรแกรมขั้นเทพเจ้าขึ้นไปอีกก็คำนวน fee ของ PayPal ทำเป็นโปรแกรมวิเคราะห์ทางบัญชีไปเลยก็ได้นะเพราะเขาส่งค่า fee ของ transaction นี้มาด้วย 

<input type=”hidden” id=”" name=”mc_fee” value=”x.xx”> 
<input type=”hidden” id=”" name=”payment_fee” value=”x.xx”> 
 

อ้อ อีกอันที่ผมใช้คือเวลาเช็กว่าได้ถูกคลิ๊กมาจาก PayPal จริงหรือเปล่าคือผมจะเช็กชื่อของ submit button ด้วย บวกกับเช็ก Http Referer ด้วย 

<input type=”submit” id=”merchantReturn” name=”merchant_return_link” value=”Return to Our Store”>

ขอบพระคุณที่ทนอ่าน หวังว่าคงนำไปใช้ประโยชน์กันได้ สบายดี 

*หมายเหตุ* 
1.ตัวแปร rm นั้นเวลาใช้จะต้องใช้คู่กับตัวแปร return 
2.ค่าของตัวแปร rm มีสามอย่างคือ 
-0 เป็นการระบุให้ใช้วิธี GET ไม่ค่อยมีค่าที่จำเป็นส่งกลับคืนมา 
-1 เป็นการระบุให้ใช้วิธี POST ไม่ค่อยมีค่าที่จำเป็นส่งกลับคืนมา 
-2 เป็นการระบุให้ใช้วิธี POST มีค่าจำเป็นส่งกลับมาเยอะมาก 
—————————————-

เรื่องน่ารู้สำหรับเด็กจบใหม่ที่อยากทำงานเป็น Programmer

Filed under: Inspiration — Rittichart S. @ 3:52 PM
Tags: ,

ปัญหาที่ผมเจอมาตลอดหลายปีที่ทำงานในวงการไอทีเมืองไทยก็คือ บุคลากรทางไอทีเน้นที่โปรแกรมเมอร์ที่จบใหม่ๆมาจากรั้วมหาวิทยาลัยนั้นไม่มีความพร้อมที่จะเข้าทำงานตามสายงานที่ตัวเองร่ำเรียนมาได้ทันที ร้อยทั้งร้อยจะต้องผ่านการฝึกหัดให้เข้าที่เข้าทาง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ค่อนข้างเสี่ยงอยู่เหมือนกันสำหรับบริษัท สอนไปสอนมากลายเป็นสอนเพื่อให้ไปทำงานบริษัทอื่นซะหรือเปล่าก็ไม่รู้ (นอกเรื่อง) คิดแล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรทางเหล่านี้ถึงไม่ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย และให้ตรงกับความต้องการของตลาดในโลกแห่งความเป็นจริงบ้าง จริงอยู่ผมไม่เถียงที่เด็กๆที่จบมาจากสถาบันเหล่านี้ส่วนมากค่อนข้างจะเก่ง โดยเฉพาะทางโปรแกรมเมอร์แล้วยิ่งเก่ง แต่จะพูดไปมันก็เหมือนคนไทยชกมวยเก่ง แต่แตะบอลไม่ค่อยดี ยังไงยังงั้น…. 

บทความนี้ตั้งใจจริงๆที่จะเขียนเพื่อจะเป็นแนวทางให้เด็กๆน้องๆรุ่นใหม่เตรียมความพร้อมให้ตัวเองให้มากที่สุด ทำตัวเองให้อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบคู้แข่ง(ในการหางาน)ที่สุด จริงอยู่การเขียนโปรแกรมเก่ง การคิดโลจิก ตีโจทย์ได้นั้น ก็สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าในโลกแห่งความเป็นจริงของการเข้าทำงานในสายนี้ก็คือ “มาตรฐาน” ครับคำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมาย มาตรฐานในที่นี้ก็คือการทำงานโปรแกรมให้อยู่ในมาตรฐานของสากลหรือมาตรฐานของการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นๆ ซึ่งมาตรฐานที่กล่าวมานี้นั้นก็มีมากมายหลากหลายกรรมวิธี ก็แล้วแต่ว่าสำนักไหนจะเลือกใช้อะไร ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆหน่อยก็มักจะเป็นพวก ISO หรือ CMM http://www.sei.cmu.edu/cmm ถ้าเป็นบริษัทที่ทำพวก web application ก็มักจะเป็นพวกเฟรมเวิร์ค (framework) ต่างๆอาธิเช่น fusebox http://www.fusebox.org หรือ Ruby on Rails http://www.rubyonrails.org เป็นต้น ซึ่งบทความนี้ไม่ขอลงลึกไปถึงการอธิบายมาตรฐาน หรือเฟรมเวิร์คต่างๆเพราะว่ามันเยอะ (ขี้เกียจเขียน ว่ากันตรงๆ) แต่จะเป็นการแนะแนวทางในสิ่งที่ควรจะต้องฝึกซ้อมไว้ให้ชินเพื่อสร้างความได้เปรียบในการทำงานจริงเป็นข้อๆดังนี้ 

1. หัดทำงานเอกสารให้เคยชิน 
ผมเข้าใจและรู้ซึ้งดีว่าโปรแกรมเมอร์กับงานเอกสารนั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่ยุคสมัยขอมยังเรืองอำนาจ ว่าไปนั่น แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว นี่คือสิ่งที่บริษัทไอทีชั้นนำเกือบจะร้อยทั้งร้อยมองหามากที่สุดเวลาจะจ้างพนักงานโปรแกรมเมอร์ อาจจะมีคนแย้งว่าก็ทำไมไม่ให้ SA (system analyst) หรือนักวิเคราะห์ระบบ ทำงานเอกสารละ โปรแกรมเมอร์ก็โค้ดงานตามสั่งไปสิ ผมอยากจะขอให้คนแย้งคิดนอกกรอบไปอีกสักนิดว่า ถ้าเลือกได้ระหว่างเด็กจบใหม่เหมือนกัน เงินเดือนเท่ากัน เก่งพอกัน คนนึงเป็นโปรแกรมเมอร์ อีกคนนึงเป็นได้ทั้งโปรแกรมเมอร์และนักวิเคราะห์ระบบ ถ้าคุณเป็นคนจ้างคุณจะเลือกใคร

2. หัดบันทึกเวลาและรายละเอียดการทำงาน 
หมายถึงในแต่ละวันหรือแต่ละครั้งที่ทำงาน หรือเอาง่ายๆก็เขียนโปรแกรมนี่แหละ ลองหัดจดบันทึกดูบ้างว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง ใช้เวลาเท่าไหร่ ทำให้ชิน เพราะในบริษัทไอทีที่มีมาตรฐานทั่วๆไปเขาจะต้องให้คุณทำบันทึกนี้ หรือที่เรียกว่า Time sheet กันเกือบจะทั้งนั้น และเชื่อสิ ถ้าคุณเคยทำมาก่อนนะ เวลาไปสัมภาษณ์งานคุณเอาไปคุยได้เลยว่าลง Time sheet ทุกครั้งสมัยทำโปรเจคตอนเรียน (ขี้โม้) 

3. ศึกษามาตรฐาน และเฟรมเวิร์คให้เข้าใจ 
ไม่ว่าคุณจะถนัดโปรแกรมไหน เขียนภาษาอะไร ส่วนใหญ่เฟรมเวิร์คมักจะไม่หนีกัน เพราะว่าส่วนมากจะประยุกต์มาจากหลักการของ Software engineering ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น CMM, ID5, fusebox ศึกษาสิ่งเหล่านี้ให้ถ่องแท้ รับรองจริงๆว่าคุณได้เปรียบแน่ๆครับ 

4. ฝึกทำความเข้าใจเอกสารเทคนิค 
เอกสารเทคนิคในการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นมีไม่ใช่น้อยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น UML, Scope of work, ER Diagram, Data dictionary, Functional structure, Test plan, etc เยอะแยะมากๆครับ ถ้าอยากได้เปรียบต้องศึกษาแต่เนิ่นๆ 

5. ฝึกทำงานเป็นทีม 
อันนี้สำคัญมาก ถ้าอยากเก่งคนเดียว ขอแนะนำให้ไปชกมวย หรือเล่นเทนนิส หรือตีกอล์ฟจะดีกว่า การพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นต้องอาศัยเป็นการทำงานเป็นทีมเพื่อจะบรรลุเป้าหมาย ต่างคนต่างมีหน้าที่ต่างกันไป บ้างก็คุม บ้างก็เขียนเสปก บ้างก็บ้าโค้ด บ้างก็บ้าทดสอบ แต่สุดท้ายก็หล่อหลอมรวมกันออกมาเป็นชิ้นงาน ทุกส่วนเสมือนฟันเฟืองของเครื่องจักรที่ต้องทำงานผสานกันเพื่อผลลัพท์อันดีเลิศ ตรงนี้สำคัญมากจริงๆครับ 

6. อันนี้ของแถมไม่ทำก็ได้แต่ถ้าทำได้จะดี 
ก็คือฝึกการใช้เครื่องมือต่างๆที่เกี่ยวข้อง ที่นอกเหนือจากเครื่องมือในการพัฒนาซอฟ์ทแวร์ ยกตัวอย่างเช่น Rational Rose ซึ่งจัดอยู่ในประเภท Integrated Development Environment (IDE), พวก Groupware ต่างๆ หรือที่เรียกกันว่าระบบ Collaboration ลองเลือกๆกันดูเถิดครับ แค่นี้ก็เยอะจนจำไม่ไหวแล้ว

การเตรียมตัวสำหรับตกงานแบบ “Worst case”

Filed under: Inspiration — Rittichart S. @ 3:47 PM
Tags:

[บทความแต่งขึ้นเมื่อ Jan,2007 โดย Rittichart S.]

Worst case ในที่นี้หมายความว่า ตกงานแบบไม่ได้วางแผน ไม่มีเงินเก็บ มีหนี้ ไม่อยากยืมเงินเพื่อน (เกรงใจ) ไม่อยากรบกวนพ่อแม่ (เสียฟอร์ม) มีหนี้ต้องจ่ายรายเดือน (ผ่อนบ้าน รถ บัตรเครดิต) ฯลฯ

 

อันดับแรกควรจะตั้งสติแล้วลงมือสำรวจทุนของตัวเองที่ยังเหลือโดยใช้สูตร

“ทุน=เงินสด+สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง”

ซึ่งอย่างหลังนี่สามารถจะเอาไปเปลี่ยนเป็นเงินสดได้รวดเร็ว เช่น ทีวี สร้อย แหวน นาฬิกา เป็นต้น หลังจากนั้นให้ประเมินรายจ่ายต่อเดือนที่จำเป็นและไม่จำเป็น ซึ่งอันนี้แต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่จำเป็นก็เช่น อาหาร ที่อยู่ สาธาระณูประโภคต่างๆ เช่น น้ำ ไฟฟ้า ที่ไม่จำเป็นก็เช่น พวกที่ต้องผ่อนต่างๆ อันนี้เอาพักไว้ก่อน ลองดูซิว่าไอ้รายจ่ายที่จำเป็นเนี่ย สามารถจะเอาทุนของเรามาจ่ายให้ Cover ได้ทั้งหมดกี่เดือน นั่นก็จะเป็นเป้าหมายที่เราจะต้องหางานใหม่ หรือหารายได้ใหม่ให้ได้ในเวลานั้นๆ

 

เอาละทีนี้กลับมาดูรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ให้ซอยแบ่งกลุ่มออกมาเป็นรายจ่ายที่สามารถเจรจาได้กับเจรจาไม่ได้ ที่เจรจาได้ก็พวกค่าผ่อนงวดต่างๆ งวดบ้าน งวดรถ บัตรเครดิต ผมว่าน่าจะเจรจาได้ทุกที่ (ส่วนตัวเคยเจรจาขอยืดเวลา ขอลดชั่วคราว มาบ้างครับ แต่ไม่ได้เคยทำมาทุกสถาบันหรอกนะ ไม่ได้หนี้ท่วมขนาดน้านนน) สำหรับกลุ่มที่เจรจาไม่ได้ หรือเจรจาลำบากนี่เอาพักไว้ก่อน

 

ถัดมา จำไว้ว่า “ตามหาเจ้าหนี้ อย่าให้เจ้าหนี้ตามหาคุณ” หนี้ต่างๆที่มี ให้ติดต่อเจ้าหนี้ให้หมดทุกราย บอกไปเลยว่าตกงาน กำลังรีบหางานใหม่อยู่ ไม่มีเจตนาจะเบี้ยว แต่อยากจะขอปรึกษาว่ามีหนทางอะไรที่จะบรรเทาตรงนี้ไปได้บ้าง ใช้ความจริงใจเข้าว่าครับ ไอ้ประเภท ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย เนี่ยถ้าคุณไม่ล้มบนฟูก หรือยังมีบอดี้การ์ดเต็มบ้านอยู่นี่ อย่าไปทำเลยครับ

 

เอาละเมื่อจัดการกับทุนและรายจ่ายเสร็จแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องจัดการเรื่องแหล่งรายได้ใหม่ มันก็อยู่ที่วิสัยทัศน์และความจำเป็นของแต่ละคนนะครับ อย่างน้อยก็พอจะทราบกันแล้วว่าตัวเองมีเวลาเหลือเท่าไหร่ จนกว่าจะหมดตัว… ข้อควรระวัง อย่าทำให้ตัวเองติด Black list ที่ไหนนะครับ ต่อไปในอนาคตจะลำบาก แต่อย่าไปฟังพวกคนทวงหนี้มันมากนะ พวกนี้เอะอะก็ติด black list ๆๆๆ จริงๆแล้วมันไม่ได้ติดง่ายขนาดนั้นหรอกครับ แต่ละสถาบันก็มีกฎกติกาต่างกันไป โทรถามพนักงานดีที่สุด อย่าไปถามพวกพนักงานทวงหนี้เลย ขอให้โชคดีครับทุกท่าน สุดท้ายนี้ผมมีข้อสรุปดีๆจากประสปการณ์ตกงานแบบ Worst case มาประมาณ 10 เดือนเต็มๆดังนี้

 

1. ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

2. พ่อแม่รักและพร้อมจะเข้าใจคุณเสมอ no matter what

3. เพื่อนแท้และญาติพี่น้องช่วยเราได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

4. ระวังอารมณ์ตัวเองในช่วงนี้ให้ดีๆ เพราะมีแนวโน้มจะเครียดมาก ขนาดหมาเห่ายังหันไปด่าบุพการีมันได้ คิดดู 555

5. ประหยัดเข้าไว้ (จากเคยกินแบล๊คกินเพนนโฟลด์ก็หันมากินเรดกินจาค๊อปครี๊กแทน อะโห….ส์)

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com .