<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Rittichart's E-Business Blog</title>
	<atom:link href="http://rittichart.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://rittichart.com</link>
	<description>E-business tips from real world experiene</description>
	<lastBuildDate>Sat, 17 Oct 2009 21:20:59 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='rittichart.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/1108c4d3352c99f85ed256812fee04ef?s=96&#038;d=http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Rittichart's E-Business Blog</title>
		<link>http://rittichart.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://rittichart.com/osd.xml" title="Rittichart&#8217;s E-Business Blog" />
	<atom:link rel='hub' href='http://rittichart.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>โฆษณาบนเฟซบุ๊ก (Facebook Ads)</title>
		<link>http://rittichart.com/2009/10/18/facebook-ads/</link>
		<comments>http://rittichart.com/2009/10/18/facebook-ads/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Oct 2009 21:05:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rittichart S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Online Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook Ad]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rittichart.com/?p=87</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ได้ลองใช้บริการโฆษณาบนเว็บ Social Networks อย่าง Facebook มาสักระยะหนึ่งแล้ว ก็รู้สึกว่าต่อไปจะต้องไปรับความนิยมในหมู่นักการตลาดชาวไทยอย่างแน่นอน เพราะนอกจากความง่ายของระบบการลงโฆษณาด้วยตัวเองที่ง่ายกว่า Google Adwords เป็นอย่างมากแล้ว การที่ผู้ลงโฆษณาสามารถเลือกกลุ่มผู้ที่จะได้เห็นโฆษณาได้ในหลายรูปแบบนั้น มันทำให้การวัดความคุ้มค่า (ROI) สามารถทำได้ชัดเจนมากยิ่งกว่ารูปแบบการโฆษณาที่แสดงจากผลการค้นหาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆแล้วโฆษณาบน Facebook เองก็สามารถระบุ keyword ได้เหมือนกันแต่จะต่างกับ Adwords พอสมควร .. เอาละๆ ฟีเจอร์เด็ดๆมีอะไรบ้าง ผมจะลองมารีวิวให้ดู

ในเรื่องการออกแบบโฆษณาถือว่าทำได้ดีเพราะใช้งานง่าย ดูแล้วไม่ซับซ้อน จริงๆแล้วในส่วนนี้ก็คล้ายกับหน้าสร้างโฆษณา Google Adwords เหมือนกัน ใช้งานง่ายพอกัน ต่างตรงที่ Adwords จะง่ายแค่ตรงนี้แหละ ที่เหลือจะค่อน้างซับซ้อน ฮ่าๆ

ถัดมาคือการกำหนด Target ว่าจะให้โฆษณาถูกแสดงกับใครบ้าง ตรงนี้แหละหมัดเด็ด Facebook Ads เขาล่ะ มันมีอะไรบ้างมาดูกันเป็นข้อๆเลย

สามารถระบุสถานที่ได้ว่าจะให้โฆษณาแสดงกับคนที่มาจากประเทศไหน อันนี้เฉยๆชิมิ Google Adwords ก็ทำได้
เลือกกลุ่มอายุของกลุ่มเป้าหมายได้อีก .. น่ะเริ่มจะมีความแตกต่างแล้ว ถ้าสินค้าของเราจับกลุ่มวัยทองก็ซัดไปเลยครับ 60up คุณเลือกได้ เยี่ยมไปเลยใช่ม้า
อันต่อมานี่ผมว่าเด็ด คือเราสามารถเซ็ทได้ว่าจะให้โฆษณาถูกแสดงเฉพาะกับผู้ที่เกิดในวันนั้นๆ .. [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=rittichart.com&blog=6068698&post=87&subd=rittichart&ref=&feed=1" />]]></description>
		<wfw:commentRss>http://rittichart.com/2009/10/18/facebook-ads/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/17eb09557a3a375c036f9076bbc06fd9?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">Rittichart S.</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/10/untitled-1.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Facebook Ad</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/10/untitled-2.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Facebook Ad</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/10/untitled-3.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Facebook Ad</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เรื่องดีๆที่อยากแชร์</title>
		<link>http://rittichart.com/2009/10/05/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://rittichart.com/2009/10/05/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Oct 2009 12:04:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rittichart S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rittichart.com/?p=84</guid>
		<description><![CDATA[
วันนี้มีโอกาสได้ฟังเพื่อน (@macroart)  มาอบรมให้พนักงานที่บริษัทฟัง.. ต้องขอเ ท้าความเล็กน้อยว่า เคยร่วมงานกับ @macroart มาตั้งแต่ประมาณปี 1998 สมัยที่ทำ Pantip.com กันในยุคแรกๆ..
จริงๆหัวข้ออบรมให้พนักงานวันนี้ก็เป็นเรื่องที่ตัวเองก็ค่อนข้างเข้าใจดีอยู่แล้ว ตอนแรกจึงมิได้ตั้งใจฟังมากนัก แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ได้ฟังในวันนี้มันเป็นการมองในเรื่องเดียวกันจากอีกมุมซึ่งก็เป็นประโยชน์ และได้ความรุ้เพิ่มเติมแน่ๆ
กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานก็ทำให้หวลคิดถึงประโยคหนึ่งที่เคยเขียนอยู่ที่หน้าแรกของเว็บ Pantip.com เมื่อสมัยก่อนว่า “ไม่มีใครรู้ในทุกๆ เรื่อง และเรารู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้มากพอๆ กับเราไม่รู้ในสิ่งที่คนอื่นรู้“  .. 
ผมคิดว่าสิ่งที่อยากจะบอกก็คือ ถ้าใจเราเปิดกว้างอยู่เสมอ  แม้สมองเราจะปิด สิ่งดีๆมันก็จะทะลุผ่านกบาลของเราเข้ามาเอง
Posted in Inspiration       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=rittichart.com&blog=6068698&post=84&subd=rittichart&ref=&feed=1" />]]></description>
		<wfw:commentRss>http://rittichart.com/2009/10/05/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/17eb09557a3a375c036f9076bbc06fd9?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">Rittichart S.</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/10/open24hours1.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">open24hours1</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เจาะจุดแข็ง</title>
		<link>http://rittichart.com/2009/01/25/strengths-finder-1/</link>
		<comments>http://rittichart.com/2009/01/25/strengths-finder-1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 25 Jan 2009 13:06:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rittichart S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[management]]></category>
		<category><![CDATA[personal advise]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rittichart.com/?p=71</guid>
		<description><![CDATA[ผมมักจะชอบใจเสมอเมื่อมีโอกาสในการเรียนรู้อะไรใหม่ๆครับ ในช่วงปีที่ผ่านมาทางบริษัทก็ได้จัดอบรมเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองในหลายๆด้านอยู่บ่อยครั้ง โดยที่มักจะเน้นให้ค้นหาตัวเองจากการประเมินผลในรูปแบบต่างๆเช่น 360องศา หรือการทดสอบต่างๆนาๆ แต่ผลที่ได้ก็มักจะเป็นในแง่ของเข้าใจว่าจุดดีจุดด้อยของตัวเองเป็นอย่างไร และจะต้องทำอย่างไรถึงจะพัฒนาให้มันดีขึ้น ซึ่งผมก็เห็นว่ามันก็ีดีอยู่ แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่อะไรที่ยั่งยืนเลย
จนมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองที่ทั้งผมและน้องๆในทีมได้แจกหนังสือมาคนละเล่มชื่อว่า &#8220;เจาะจุดแข็ง&#8221; โดยที่ได้จทย์มาเหมือนกันทุกคนว่า ให้อ่านสามบทแรก แล้วทำแบบทดสอบผ่านอินเตอร์เนต จากนั้นในอาทิตย์ถัดมา ทางบริษัทจะจัด work shop นอกสถานที่และจะใช้ผลจากการทำแบบทดสอบนี้ด้วย สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาว่าหนังสือเล่มนี้มันน่าสนใจในแง่ที่ว่า นอกจากอ่านแล้วยังสามารถนำไปทำกิจกรรมต่อยอดได้จริง และที่สำคัญมัน localize เรียบร้อยแล้วคือมีเวอร์ชั่นภาษาไทย ทั้งตัวหนังสือและแบบทดสอบบนเว็บ how cool! 

ผมไม่รอช้าหยิบมาอ่านแล้วก็ต้องสะดุดและชอบใจประโยคหนึ่งในบทนำที่เขียนไว้ว่า &#8220;พวกเราแต่ละึคนได้รับการส่งเสริมในโรงเรียนและในที่ทำงานทั่วโลกให้ค้นหา วิเคราะห์ และแก้ไขจุดอ่อนของตนเองเพื่อจะได้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น คำแนะนำเช่นนี้มีเจตนาดีแต่เป็นความเข้าใจที่ผิด&#8221; อ่านแล้วโดน! กระแทกเข้ามาในกะโหลกอย่างแร๊งงงง.. ผมตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะอ่านหน้าต่อไปและต่อไป &#8230; 
คำแนะนำในการอ่านหนังสืิอเล่มนี้ก็คือให้อ่านจนถึงบทที่3 แล้วให้ทำแบบทดสอบบนเว็บไซต์ http://www.strengthsfinder.com ซึ่งแบบทดสอบนี้จะทำให้เราทราบถึงจุดแข็งหลักๆของเรา หลังจากนั้นในการอ่านบทถัดๆไปจะทำให้เราเข้าใจถึงคุณลักษณะจุดแข็งในแบบต่างๆที่มีอยู่ทั้งหมด 34แบบ หรือเรียกเป็นภาษาชาวบ้านคือแบบทดสอบนี้จะช่วยค้นหาว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไรนั่นเอง
หลังจากที่ผมอ่านจนครบ3บทแล้ว นี่คือข้อสรุปส่วนตัวที่ผมเข้าใจครับ

การพัฒนาจุดแข็งให้แกร่งยิ่งขึ้นส่งผลต่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นมากกว่าการพัฒนาจุดด้อย
การลบข้อด้อยนั้นก็จำเป็นต้องทำแต่ควรให้ความสำคัญน้อยกว่าการทำให้จุดแข็งของตัวเองเด่นขึ้น
จุดแข็งคือการปฎิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้แทบจะสมบูรณ์แบบอย่างสม่ำเสมอ
จุดแข็งคือการรวมตัวกันของ พรสวรรค์ ความรู้ และ ทักษะ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พรสวรรค์ เพราะมันเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในตัวตนของแต่ละคน
คนส่วนมากมักแสวงหาความรู้โดยไม่คำนึงถึงพรสวรรค์ของตัวเอง ส่งผลให้ไม่สามารถนำสิ่งที่ดีที่สุดของตนเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
การเข้าใจจุดแข็งของตัวเองและลูกน้องทำให้การ put the right man to the [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=rittichart.com&blog=6068698&post=71&subd=rittichart&ref=&feed=1" />]]></description>
		<wfw:commentRss>http://rittichart.com/2009/01/25/strengths-finder-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/17eb09557a3a375c036f9076bbc06fd9?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">Rittichart S.</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/01/ph_851.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">เจาะจุดแข็ง strengths finder</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/01/untitled-11.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">www.strengthsfinder.com</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/01/untitled-2.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">แบบส�บถาม strengthsfinder.com</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/01/untitled-3.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">ิbegin strengths finding test</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/01/untitled-4.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">result from strengths finding test</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ประสปการณ์สอบ Google Advertising Professional (GAP)</title>
		<link>http://rittichart.com/2009/01/11/google-adwords-professional/</link>
		<comments>http://rittichart.com/2009/01/11/google-adwords-professional/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Jan 2009 15:21:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rittichart S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Online Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[adwords]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rittichart.com/?p=64</guid>
		<description><![CDATA[การได้มาทำงานในบริษัทใหญ่ๆก็มีข้อดีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือทำให้เราได้ลองทำในสิ่งที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิม และการสอบ Google Advertising Professional (GAP) ก็เป็นอีกหนึ่งประสปการณ์ที่ผมได้รับจากการทำงาน ซึ่งจริงๆแล้วผมเองนั้นได้เคี่ยวเข็นฉุดกระชากลากถูน้องๆในแผนกที่ดูแลรับผิดชอบ Adwords ให้ลองไปสอบดู จะกลัวอะไร บริษัทก็ออกค่าสอบให้ แล้วตัวเองก็ได้ความรู้อีกด้วย &#8230; น้องเขาคงงานยุ่งมาก -_-&#8217; จนไม่ไปสอบสักที สุดท้ายเลยตัดสินใจลงสนามเองก็ได้ฟะ เผื่อเราสอบผ่านจะได้มีpowerไปบอกน้องๆได้ดีกว่า ไม่ใช่จะสักแต่สั่งๆแต่ตัวเองก็ทำไม่ได้ (อันนี้เดาว่าไอ่น้องมันคงจะคิดแบบนี้)
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าผมเองนั้นเคยเล่น Adwords แค่ผ่านๆครับ เคยใช้กับธุรกิจของที่บ้านมาบ้าง สำหรับที่บริษัทก็จะเป็นคนคอยไกด์ให้น้องๆทำซะมากกว่า ดังนั้นอะไรที่ลึกๆมากผมก็ไม่รู้หมดหรอก แต่ก็เอาละลองดู .. อันดับแรกเลยครับไอ่ GAP เนี่ยมันมี 2 ระดับคือแบบส่วนบุคคลหรือ Qualified Individual กับแบบองค์กรหรือ Qualified Company ที่ผมสอบคือแบบแรกครับ
จะสอบ GAPแบบ Individual ได้เนี่ยคุณจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ Google เขากำหนดมาก่อนนั่นก็คือ

มีบัญชี Adwords และต้องบริหารบัญชี Adwords อย่างน้อย1บัญชีใน My Client Center (MCC) มาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า90วัน
ต้องบริหารงบโฆษณาบน Adwords [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=rittichart.com&blog=6068698&post=64&subd=rittichart&ref=&feed=1" />]]></description>
		<wfw:commentRss>http://rittichart.com/2009/01/11/google-adwords-professional/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/17eb09557a3a375c036f9076bbc06fd9?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">Rittichart S.</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/01/gap2.png" medium="image">
			<media:title type="html">Google Adwords Professional</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Spific.com อีกหนึ่งไอเดียหาตังก์จาก Google</title>
		<link>http://rittichart.com/2009/01/10/spific-dot-com/</link>
		<comments>http://rittichart.com/2009/01/10/spific-dot-com/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Jan 2009 16:50:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rittichart S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[google]]></category>
		<category><![CDATA[search engine]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rittichart.com/?p=57</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบค้นหาหรือที่เรียกกันว่า search engine และก็ได้ตามดูและศึกษาเว็บไซต์ที่เป็นเสิร์ชอยู่หลายตัวทั้งในประเทศและต่างประเทศครับ ทุกๆเจ้าล้วนตื่นตัวและอยากจะรวยตาม Google กันเพราะเห็นแล้วว่าเป็นโมเดลที่successเป็นอย่างมาก จะว่าไปไอ้เจ้าโฆษณา Adword ที่Googleทำแล้วประสปผลสำเร็จเป็นอย่างมากนั้น ดูไม่ต่างอะไรกันกับโฆษณาบนสุดหน้าเหลืองในยุคก่อนเลยนะจะว่าไป ในสมุดโทรศัพท์มีข้อมูลอยู่เยอะแยะ แต่จะมีอยู่บางข้อมูลที่โดดเด่นขึ้นมา เช่นมีกล่องล้อมรอบ ตัวหนังสือหนา มีรูปประกอบอะไรสารพัด&#8230; จริงๆนวัตกรรมเหล่านี้มีมานานแล้วในโลกออฟไลน์ แต่พวกท่านเหล่านั้นตื่นตัวช้าไปในโลกออนไลน์ 
มาเข้าเรื่องดีกว่า วันนี้ในขณะที่กำลังตามmonitorพวกsearch engineอยู่ตามปรกติที่ทำทุกวันก็ได้ไปเจอเว็บหนึ่งเข้า ดูแล้วมันก็เป็นเว็บหนึ่งที่นำเอาระบบค้นหาของGoogleมาใช้เหมือนเว็บอื่นๆทั่วไป แต่พอเล่นไปๆ แล้วกลับชอบครับ ชอบที่เขาให้บริการค้นหาบนGoogleแบบระบุเวลาได้ด้วย นั่นหมายความว่า ถ้าคุณอยากหาว่า ภายใน24ชั่วโมงที่ผ่านมามีเว็บอะไรที่มีีupdateเกี่ยวกับkeywordที่คุณระบุ คุณสามารถทำได้ในเว็บนี้ www.Spific.com

ถามว่ามันใหม่ไหม คำตอบคือ ไม่! อันนี้รู้ได้ทันทีครับ ก็เห็นอยู่ว่าเขาใช้ API search ของ Google แล้วมีเหรอที่ตัวพ่ออย่างGoogleจะทำไม่ได้ ลองกด Advance search ของGoogleเข้าไปดูแล้วคุณจะพบความจริงว่า ไอ้ function นี้นั้นทาง Google เองก็มีให้บริการมานานแล้วละครับ แต่ก็นั่นแหละมันอยู่ใน link Advance search ผมว่ามีมากกว่า 50%นะครับที่ไม่ใช้ฟังก์ชั่นนี้ของ Google และนี้เองก็คงเป็นจุดที่ทาง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=rittichart.com&blog=6068698&post=57&subd=rittichart&ref=&feed=1" />]]></description>
		<wfw:commentRss>http://rittichart.com/2009/01/10/spific-dot-com/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/17eb09557a3a375c036f9076bbc06fd9?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">Rittichart S.</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/01/spific1.png" medium="image">
			<media:title type="html">spific.com</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>SEO แบบนี้ไม่ควรทำ</title>
		<link>http://rittichart.com/2009/01/10/bad-seo/</link>
		<comments>http://rittichart.com/2009/01/10/bad-seo/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Jan 2009 08:18:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rittichart S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Online Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Web Dev]]></category>
		<category><![CDATA[SEO]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rittichart.com/?p=54</guid>
		<description><![CDATA[จริงๆก็ไม่ได้เป็น expert ทางด้าน SEO หรือ Search engine optimization สักเท่าไหร่ ก็ศึกษาไว้บ้างครับ เรียนไปรู้มาก็เลยอยากมาแบ่งปันกันบ้างว่า ไอ้ที่ทำเว็บกันมานั้น มันมีอะไรที่ไม่ควรจะทำบ้าง ถ้าต้องการให้การทำ SEO ประสปผลสำเร็จ ซึ่งก็คือเว็บของคุณขึ้นอันดับที่ดีในคำค้นหาหรือ keyword ที่คุณต้องการบนเสิร์ชเอ็นจิ้นต่างๆ อย่าต่างๆเลย ก็กูเกิ้ลนั่นแหละที่คนส่วนมากอยากขึ้นกัน..  มาดูกันเลย
 
1. หลีกเลี่ยงการใช้ Flash
ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บแบบ Flash ทั้งเว็บละก็ มันจะทำให้ Search engine เข้าถึงข้อมูลบนเว็บไซต์ยากมากๆเลยครับ เว็บที่ Search ชอบส่วนมากจะเป็นจำพวก content ที่เป็นเนื้อหาชัดเจนมากกว่า ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นก็เลี่ยง Flash ไว้ก็จะดี
 
2. เว็บที่ไม่มี Title
ทางเทคกานิกก็คือตัว Title Tag นั่นเอง อย่าลืมเชียวนะ ตัวนี้สำมะคันยิกๆๆ แล้วอีกอย่างนึงพวกเว็บที่ทุกๆหน้าใช้ Title Tag เหมือนกันหมดเลยนี่ก็ไม่ดีครับ กูเกิ้ลเค้าไม่ปลื้ม .. อันนี้ต้องแก้นะ คันยิกๆอีกเหมือนกัน
 
3. ไม่ควรใช้ Frame
อันนี้เคสเดียวกันกับ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=rittichart.com&blog=6068698&post=54&subd=rittichart&ref=&feed=1" />]]></description>
		<wfw:commentRss>http://rittichart.com/2009/01/10/bad-seo/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/17eb09557a3a375c036f9076bbc06fd9?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">Rittichart S.</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>วางแผนต้องเห็นภาพ</title>
		<link>http://rittichart.com/2009/01/07/planning-visually/</link>
		<comments>http://rittichart.com/2009/01/07/planning-visually/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Jan 2009 12:36:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rittichart S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Online Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[web management]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rittichart.wordpress.com/?p=35</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ขณะที่กำลังประชุมกับน้องๆทีม Online Marketing เพื่อถามความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนการตลาดของเว็บไซต์ที่แต่ละคนดูแลอยู่สำหรับไตรมาสนี้ ได้สังเกตุเห็นว่าน้องๆนักการตลาดรุ่นใหม่ๆนี้ไอเดียค่อนข้างเยอะ มีทั้งที่เจ๋งและจอดปะปนกันไป แต่ที่รู้สึกว่าขาดไปและจำำหรับผมในฐานะคนที่จะต้องบริหารและจัดการในองค์รวมก็คือ การวางแผนที่ดี น้องๆเหล่านี้ไอเดียบรรเจิดมาก แต่ทุกอย่างลอยฟุ้งอยู่ในมหาสมุทรแห่งความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน (คำเท่ห์มากมาย) ผมเลยได้โอกาสแนะนำน้องๆเหล่านี้ถึงวิธีการวางแผนที่ดี เพื่อที่จะได้นำไอเดียเจ๋งๆเหล่านั้นมาคัดกรอง และนำไปใช้ให้ตรงประเด็น และเกิดผลจริง.. เลยอยากจะนำคำแนะนำนี้มาบันทึกไว้ด้วยเผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆต่อไป
จริงๆแล้วหลักของการวางแผนมีอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นคือการทำให้เห็นภาพรวมทั้งหมด ประหนึ่งว่ามองลงมาจากฟากฟ้าเห็นพื้นดินว่าตรงไหนน้ำท่วม ตรงไหนแห้งแล้ง ตรงไหนเพาะปลูกเจริญงอกงามดี เพื่อจะได้จัดทรัพยากรได้ถูกว่าตรงนี้แล้งควรผันน้ำให้ ตรงนั้นน้ำท่วมต้องแก้ไข อะไรก็ว่ากันไป ดังนั้นเวลาที่วางแผนใดๆก็ตาม ผมมักจะทำแผนงานเหล่านั้นใ้ห้อยู่ในรูปแบบของแผนภูมิ หรือรูปภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วพยายามลากโยงความสัมพันธ์ต่อถึงกัน จะว่าไปก็ไม่ต่างจากการทำ Mind Map สักเท่าไหร่ แต่สำหรับการคิดวางแผนในเรื่องการทำ campaign ทางการตลาดนั้น ก็มีแผนภูมิอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจที่จะทำ ซึ่งผมได้ร่างๆขึ้นมาใช้เองเมื่อสักสิบกว่าปีที่แล้วสมัยยังเป็นวัยเริ่มทำงานยังไฟแรง.. แผนภูมินี้ผมได้ไอเดียมาจากแบบเรียนสมัยมัธยมที่ให้จับคู่กลุ่มคำด้านซ้ายให้ตรงกับกลุ่มคำด้านขวาตามคำสั่ง คุ้นไหมครับ 
ไม่รู้ว่าวิธีการนี้จะไปตรงกับทฤษฎีอะไรของใครหรือไม่นะครับ จริงๆแล้วผมเน้นมาบอกเล่าจากประสปการณ์ที่ลองใช้แล้วดีมากกว่า เอาละวิธีการทำแผนภูมิที่ว่านี้ก็ง่ายๆแค่ ลากช่องเป็นเส้นตรงตามแต่ที่อยากจะเชื่อมความสัมพันธ์ จากตัวอย่างที่สอนน้องไปวันนี้เราพูดกันถึงการคิดแผนการตลาดสำหรับเว็บไซต์ ดังนั้นผมจะลากเส้นให้แบ่งได้4ช่อง ช่องแรกเป็น Objective ช่องถัดมาเป็น Website หรือ Product ช่องที่สามใส่เป็น Target ส่วนช่องสุดท้าย ก็ใส่เป็น Marketing Technique เสร็จแล้วก็จะได้ออกมาในรูปแบบนี้

หลังจากได้ตารางแล้วก็บรรเลงเลยครับพี่น้อง ใส่ข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานของเราแยกตามหัวเรื่องที่ว่าไว้ลงไปในตารางเลย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=rittichart.com&blog=6068698&post=35&subd=rittichart&ref=&feed=1" />]]></description>
		<wfw:commentRss>http://rittichart.com/2009/01/07/planning-visually/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/17eb09557a3a375c036f9076bbc06fd9?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">Rittichart S.</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/01/matching1.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">matching table</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/01/matching2.png" medium="image">
			<media:title type="html">matching table</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rittichart.files.wordpress.com/2009/01/matching3.png" medium="image">
			<media:title type="html">matching table</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>วิธีทำให้ PayPal ส่งค่าที่ต้องการกลับมา Shopping cart ของเรา</title>
		<link>http://rittichart.com/2009/01/06/connect-shopping-cart-with-paypal/</link>
		<comments>http://rittichart.com/2009/01/06/connect-shopping-cart-with-paypal/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2009 15:59:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rittichart S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Web Dev]]></category>
		<category><![CDATA[e-commerce]]></category>
		<category><![CDATA[paypal]]></category>
		<category><![CDATA[web programming]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rittichart.wordpress.com/?p=32</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์ e-commerce คงจะมีไม่น้อยที่เคยมีประสปการณ์จะต้องเชื่อมต่อโปรแกรม shopping cart ของตัวเองเข้ากับระบบชำระเงินของ PayPal ถ้าเป็น shopping cart แบบสำเร็จรูปเช่นพวก osCommerce ก็จะค่อนข้างง่ายและไม่ซับซ้อนมากเท่าไหร่ในการเชื่อมต่อ แต่ถ้าในกรณีที่เป็นโปรแกรม shopping cart ที่พัฒนาเขียนขึ้นเองละ ตรงนี้ผมพอมีประสปการณ์เล็กๆน้อยครับ ส่วนมากก็ไม่ค่อยจะมีปัญหามากเท่าไหร่ ส่วนมากก็จะทำงานไปตามขั้นตอนคือเราส่งค่าต่างๆที่ PayPal กำหนดไปยังเว็บไซต์ของเขา ลูกค้ากรอกข้อมูลบัตรเครดิต ฯลฯ เมื่อจ่ายเงินเสร็จก็จะมีปุ่มให้คลิ๊กกลับมาที่เว็บไซต์ของเรา ซึ่งถ้าเป็นแบบธรรมดาๆก็จะกลับมาตรงๆเลย จริงอยู่เราสามารถระบุ URL ปลายทางสำหรับปุ่มกดกลับมานั้นได้ แต่ว่าจากประสปการณ์ผมมักจะเจอปัญหากับ URL ที่ส่งค่า variable ยาวๆ โดยเฉพาะประเภทที่ไม่ได้ encodeURL ด้วย 
สำหรับ solution นั้นก็ง่ายๆครับ แต่ก่อนอื่นขอบอกว่านี่ไม่ใช่ทางออกทางเดียว เป็นแค่ทางหนึ่ง (option) ที่ลองแล้วใช้ได้ผลดี จริงๆแล้วมีอีกหลายทางมากที่ PayPal เตรียมไว้ให้ ยังไงก็ลองศึกษาจากคู่มือที่ดาว์นโหลดได้จากเว็บ PayPal หน้า Website Payments Standard นะครับ https://www.paypal.com/us/cgi-bin/webscr?cmd=_wp-standard-overview-outside 
เอาละมาลองกันเลย เริ่มต้นเวลาจะส่งค่าต่างๆเข้า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=rittichart.com&blog=6068698&post=32&subd=rittichart&ref=&feed=1" />]]></description>
		<wfw:commentRss>http://rittichart.com/2009/01/06/connect-shopping-cart-with-paypal/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/17eb09557a3a375c036f9076bbc06fd9?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">Rittichart S.</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เรื่องน่ารู้สำหรับเด็กจบใหม่ที่อยากทำงานเป็น Programmer</title>
		<link>http://rittichart.com/2009/01/06/newbie-programmer/</link>
		<comments>http://rittichart.com/2009/01/06/newbie-programmer/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2009 15:52:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rittichart S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[personal advise]]></category>
		<category><![CDATA[web programming]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rittichart.wordpress.com/?p=30</guid>
		<description><![CDATA[ปัญหาที่ผมเจอมาตลอดหลายปีที่ทำงานในวงการไอทีเมืองไทยก็คือ บุคลากรทางไอทีเน้นที่โปรแกรมเมอร์ที่จบใหม่ๆมาจากรั้วมหาวิทยาลัยนั้นไม่มีความพร้อมที่จะเข้าทำงานตามสายงานที่ตัวเองร่ำเรียนมาได้ทันที ร้อยทั้งร้อยจะต้องผ่านการฝึกหัดให้เข้าที่เข้าทาง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ค่อนข้างเสี่ยงอยู่เหมือนกันสำหรับบริษัท สอนไปสอนมากลายเป็นสอนเพื่อให้ไปทำงานบริษัทอื่นซะหรือเปล่าก็ไม่รู้ (นอกเรื่อง) คิดแล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรทางเหล่านี้ถึงไม่ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย และให้ตรงกับความต้องการของตลาดในโลกแห่งความเป็นจริงบ้าง จริงอยู่ผมไม่เถียงที่เด็กๆที่จบมาจากสถาบันเหล่านี้ส่วนมากค่อนข้างจะเก่ง โดยเฉพาะทางโปรแกรมเมอร์แล้วยิ่งเก่ง แต่จะพูดไปมันก็เหมือนคนไทยชกมวยเก่ง แต่แตะบอลไม่ค่อยดี ยังไงยังงั้น&#8230;. 
บทความนี้ตั้งใจจริงๆที่จะเขียนเพื่อจะเป็นแนวทางให้เด็กๆน้องๆรุ่นใหม่เตรียมความพร้อมให้ตัวเองให้มากที่สุด ทำตัวเองให้อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบคู้แข่ง(ในการหางาน)ที่สุด จริงอยู่การเขียนโปรแกรมเก่ง การคิดโลจิก ตีโจทย์ได้นั้น ก็สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าในโลกแห่งความเป็นจริงของการเข้าทำงานในสายนี้ก็คือ “มาตรฐาน” ครับคำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมาย มาตรฐานในที่นี้ก็คือการทำงานโปรแกรมให้อยู่ในมาตรฐานของสากลหรือมาตรฐานของการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นๆ ซึ่งมาตรฐานที่กล่าวมานี้นั้นก็มีมากมายหลากหลายกรรมวิธี ก็แล้วแต่ว่าสำนักไหนจะเลือกใช้อะไร ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆหน่อยก็มักจะเป็นพวก ISO หรือ CMM http://www.sei.cmu.edu/cmm ถ้าเป็นบริษัทที่ทำพวก web application ก็มักจะเป็นพวกเฟรมเวิร์ค (framework) ต่างๆอาธิเช่น fusebox http://www.fusebox.org หรือ Ruby on Rails http://www.rubyonrails.org เป็นต้น ซึ่งบทความนี้ไม่ขอลงลึกไปถึงการอธิบายมาตรฐาน หรือเฟรมเวิร์คต่างๆเพราะว่ามันเยอะ (ขี้เกียจเขียน ว่ากันตรงๆ) แต่จะเป็นการแนะแนวทางในสิ่งที่ควรจะต้องฝึกซ้อมไว้ให้ชินเพื่อสร้างความได้เปรียบในการทำงานจริงเป็นข้อๆดังนี้ 
1. หัดทำงานเอกสารให้เคยชิน 
ผมเข้าใจและรู้ซึ้งดีว่าโปรแกรมเมอร์กับงานเอกสารนั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่ยุคสมัยขอมยังเรืองอำนาจ ว่าไปนั่น แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว นี่คือสิ่งที่บริษัทไอทีชั้นนำเกือบจะร้อยทั้งร้อยมองหามากที่สุดเวลาจะจ้างพนักงานโปรแกรมเมอร์ อาจจะมีคนแย้งว่าก็ทำไมไม่ให้ SA (system [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=rittichart.com&blog=6068698&post=30&subd=rittichart&ref=&feed=1" />]]></description>
		<wfw:commentRss>http://rittichart.com/2009/01/06/newbie-programmer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/17eb09557a3a375c036f9076bbc06fd9?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">Rittichart S.</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>การเตรียมตัวสำหรับตกงานแบบ &#8220;Worst case&#8221;</title>
		<link>http://rittichart.com/2009/01/06/prepare-for-no-job/</link>
		<comments>http://rittichart.com/2009/01/06/prepare-for-no-job/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2009 15:47:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Rittichart S.</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[personal advise]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://rittichart.wordpress.com/?p=28</guid>
		<description><![CDATA[[บทความแต่งขึ้นเมื่อ Jan,2007 โดย Rittichart S.]
Worst case ในที่นี้หมายความว่า ตกงานแบบไม่ได้วางแผน ไม่มีเงินเก็บ มีหนี้ ไม่อยากยืมเงินเพื่อน (เกรงใจ) ไม่อยากรบกวนพ่อแม่ (เสียฟอร์ม) มีหนี้ต้องจ่ายรายเดือน (ผ่อนบ้าน รถ บัตรเครดิต) ฯลฯ
 
อันดับแรกควรจะตั้งสติแล้วลงมือสำรวจทุนของตัวเองที่ยังเหลือโดยใช้สูตร
“ทุน=เงินสด+สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง”
ซึ่งอย่างหลังนี่สามารถจะเอาไปเปลี่ยนเป็นเงินสดได้รวดเร็ว เช่น ทีวี สร้อย แหวน นาฬิกา เป็นต้น หลังจากนั้นให้ประเมินรายจ่ายต่อเดือนที่จำเป็นและไม่จำเป็น ซึ่งอันนี้แต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่จำเป็นก็เช่น อาหาร ที่อยู่ สาธาระณูประโภคต่างๆ เช่น น้ำ ไฟฟ้า ที่ไม่จำเป็นก็เช่น พวกที่ต้องผ่อนต่างๆ อันนี้เอาพักไว้ก่อน ลองดูซิว่าไอ้รายจ่ายที่จำเป็นเนี่ย สามารถจะเอาทุนของเรามาจ่ายให้ Cover ได้ทั้งหมดกี่เดือน นั่นก็จะเป็นเป้าหมายที่เราจะต้องหางานใหม่ หรือหารายได้ใหม่ให้ได้ในเวลานั้นๆ
 
เอาละทีนี้กลับมาดูรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ให้ซอยแบ่งกลุ่มออกมาเป็นรายจ่ายที่สามารถเจรจาได้กับเจรจาไม่ได้ ที่เจรจาได้ก็พวกค่าผ่อนงวดต่างๆ งวดบ้าน งวดรถ บัตรเครดิต ผมว่าน่าจะเจรจาได้ทุกที่ (ส่วนตัวเคยเจรจาขอยืดเวลา ขอลดชั่วคราว มาบ้างครับ แต่ไม่ได้เคยทำมาทุกสถาบันหรอกนะ ไม่ได้หนี้ท่วมขนาดน้านนน) สำหรับกลุ่มที่เจรจาไม่ได้ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=rittichart.com&blog=6068698&post=28&subd=rittichart&ref=&feed=1" />]]></description>
		<wfw:commentRss>http://rittichart.com/2009/01/06/prepare-for-no-job/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/17eb09557a3a375c036f9076bbc06fd9?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">Rittichart S.</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>