วิธีทำให้ PayPal ส่งค่าที่ต้องการกลับมา Shopping cart ของเรา

วิธีทำให้ PayPal ส่งค่าที่ต้องการกลับมา Shopping cart ของเรา

สำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์ e-commerce คงจะมีไม่น้อยที่เคยมีประสปการณ์จะต้องเชื่อมต่อโปรแกรม shopping cart ของตัวเองเข้ากับระบบชำระเงินของ PayPal ถ้าเป็น shopping cart แบบสำเร็จรูปเช่นพวก osCommerce ก็จะค่อนข้างง่ายและไม่ซับซ้อนมากเท่าไหร่ในการเชื่อมต่อ แต่ถ้าในกรณีที่เป็นโปรแกรม shopping cart ที่พัฒนาเขียนขึ้นเองละ ตรงนี้ผมพอมีประสปการณ์เล็กๆน้อยครับ ส่วนมากก็ไม่ค่อยจะมีปัญหามากเท่าไหร่ ส่วนมากก็จะทำงานไปตามขั้นตอนคือเราส่งค่าต่างๆที่ PayPal กำหนดไปยังเว็บไซต์ของเขา ลูกค้ากรอกข้อมูลบัตรเครดิต ฯลฯ เมื่อจ่ายเงินเสร็จก็จะมีปุ่มให้คลิ๊กกลับมาที่เว็บไซต์ของเรา ซึ่งถ้าเป็นแบบธรรมดาๆก็จะกลับมาตรงๆเลย จริงอยู่เราสามารถระบุ URL ปลายทางสำหรับปุ่มกดกลับมานั้นได้ แต่ว่าจากประสปการณ์ผมมักจะเจอปัญหากับ URL ที่ส่งค่า variable ยาวๆ โดยเฉพาะประเภทที่ไม่ได้ encodeURL ด้วย 

สำหรับ solution นั้นก็ง่ายๆครับ แต่ก่อนอื่นขอบอกว่านี่ไม่ใช่ทางออกทางเดียว เป็นแค่ทางหนึ่ง (option) ที่ลองแล้วใช้ได้ผลดี จริงๆแล้วมีอีกหลายทางมากที่ PayPal เตรียมไว้ให้ ยังไงก็ลองศึกษาจากคู่มือที่ดาว์นโหลดได้จากเว็บ PayPal หน้า Website Payments Standard นะครับ https://www.paypal.com/us/cgi-bin/webscr?cmd=_wp-standard-overview-outside 

เอาละมาลองกันเลย เริ่มต้นเวลาจะส่งค่าต่างๆเข้า PayPal ก็มักจะมีตัวแปรต่างๆที่จำเป็นดังนี้ 

<form action=”https://www.paypal.com/cgi-bin/webscr” method=”post”> 
<input type=”hidden” name=”cmd” value=”_ext-enter”> 
<input type=”hidden” name=”redirect_cmd” value=”_xclick”> 
<input type=”hidden” name=”business” value=”youremail@yourdomain.com”> 
<input type=”hidden” name=”item_name” value=”Your_item_name”> 
<input type=”hidden” name=”upload” value=”1″> 
<input type=”hidden” name=”amount” value=” 2.00″> 
<input type=”hidden” name=”return” value=”http://www.yourdomain.com/file.htm”> 
<input type=”hidden” name=”cancel_return” value=”http://www.yourdomain.com”> 
<input type=”image” src=”imgs/x-click-but6.gif”> 
</form> 

ซึ่งค่าแค่นี้ก็สามารถทำให้ Shopping cart ของคุณส่งค่าไป PayPal เพื่อทำการชำระเงินได้ แต่เวลาย้อนกลับมาก็จะมาเข้า URL ที่ระบุไว้ใน “return” และไม่มีค่าใดๆอื่นอีกถูกส่งกลับมาเพื่อเช็คความถูกต้องเลย จริงอยู่คุณอาจจะสามารถเช็คจาก session หรือ cookie ของ user คนนั้นได้ แต่ว่าใครจะไปรู้ user อาจจะจ่ายเงินนานไปจน session expire ก่อนที่จะวกกลับมาที่เว็บคุณก็ได้ ดังนั้นทางที่ผมลองทำดูก็คือเพิ่มการส่งค่าที่ชื่อ “invoice” และ “rm” ลงไปในชุดคำสั่งด้านบนด้วย ดังนี้ 

<input type=”hidden” name=”invoice” value=”invoice_number”> 
<input type=”hidden” name=”rm” value=”2″> 

สำหรับ invoice ก็ให้ใส่เลขรหัสการสั่งซื้อลงไป และ rm ซึ่งก็คือ return method ถ้าระบุ 2 ก็จะเป็นการสั่งให้ PayPal ส่งค่าที่จำเป็นๆหลายอย่างกลับมากับปุ่มที่กดกลับมาเว็บไซต์เราด้วย โดยเป็นการส่งวิธี POST ค่าที่ PayPal ส่งกลับมามีเยอะมาก คุณสามารถเลือกใช้เอาได้เลย ยกตัวอย่างเช่น 

<input type=”hidden” id=”" name=”payer_status” value=”verified”> 
<input type=”hidden” id=”" name=”verify_sign” value=”Code_from_verisign”> 
<input type=”hidden” id=”" name=”payment_status” value=”Completed”> 

ทั้งสามค่านี้ก็เป็นตัวยืนยันว่าลูกค้าได้ทำการจ่ายเงินผ่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว และค่าที่ผมใช้ก็คือ invoice จะถูก return กลับมาด้วย แหล่มเลย ก็เช็คเอาจาก invoice_number นี่แหละ 
<input type=”hidden” id=”" name=”invoice value=”invoice_number”>

หรือใครอยากเขียนโปรแกรมขั้นเทพเจ้าขึ้นไปอีกก็คำนวน fee ของ PayPal ทำเป็นโปรแกรมวิเคราะห์ทางบัญชีไปเลยก็ได้นะเพราะเขาส่งค่า fee ของ transaction นี้มาด้วย 

<input type=”hidden” id=”" name=”mc_fee” value=”x.xx”> 
<input type=”hidden” id=”" name=”payment_fee” value=”x.xx”> 
 

อ้อ อีกอันที่ผมใช้คือเวลาเช็กว่าได้ถูกคลิ๊กมาจาก PayPal จริงหรือเปล่าคือผมจะเช็กชื่อของ submit button ด้วย บวกกับเช็ก Http Referer ด้วย 

<input type=”submit” id=”merchantReturn” name=”merchant_return_link” value=”Return to Our Store”>

ขอบพระคุณที่ทนอ่าน หวังว่าคงนำไปใช้ประโยชน์กันได้ สบายดี 

*หมายเหตุ* 
1.ตัวแปร rm นั้นเวลาใช้จะต้องใช้คู่กับตัวแปร return 
2.ค่าของตัวแปร rm มีสามอย่างคือ 
-0 เป็นการระบุให้ใช้วิธี GET ไม่ค่อยมีค่าที่จำเป็นส่งกลับคืนมา 
-1 เป็นการระบุให้ใช้วิธี POST ไม่ค่อยมีค่าที่จำเป็นส่งกลับคืนมา 
-2 เป็นการระบุให้ใช้วิธี POST มีค่าจำเป็นส่งกลับมาเยอะมาก 
—————————————-

เรื่องน่ารู้สำหรับเด็กจบใหม่ที่อยากทำงานเป็น Programmer

เรื่องน่ารู้สำหรับเด็กจบใหม่ที่อยากทำงานเป็น Programmer

ปัญหาที่ผมเจอมาตลอดหลายปีที่ทำงานในวงการไอทีเมืองไทยก็คือ บุคลากรทางไอทีเน้นที่โปรแกรมเมอร์ที่จบใหม่ๆมาจากรั้วมหาวิทยาลัยนั้นไม่มีความพร้อมที่จะเข้าทำงานตามสายงานที่ตัวเองร่ำเรียนมาได้ทันที ร้อยทั้งร้อยจะต้องผ่านการฝึกหัดให้เข้าที่เข้าทาง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ค่อนข้างเสี่ยงอยู่เหมือนกันสำหรับบริษัท สอนไปสอนมากลายเป็นสอนเพื่อให้ไปทำงานบริษัทอื่นซะหรือเปล่าก็ไม่รู้ (นอกเรื่อง) คิดแล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรทางเหล่านี้ถึงไม่ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย และให้ตรงกับความต้องการของตลาดในโลกแห่งความเป็นจริงบ้าง จริงอยู่ผมไม่เถียงที่เด็กๆที่จบมาจากสถาบันเหล่านี้ส่วนมากค่อนข้างจะเก่ง โดยเฉพาะทางโปรแกรมเมอร์แล้วยิ่งเก่ง แต่จะพูดไปมันก็เหมือนคนไทยชกมวยเก่ง แต่แตะบอลไม่ค่อยดี ยังไงยังงั้น…. 

บทความนี้ตั้งใจจริงๆที่จะเขียนเพื่อจะเป็นแนวทางให้เด็กๆน้องๆรุ่นใหม่เตรียมความพร้อมให้ตัวเองให้มากที่สุด ทำตัวเองให้อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบคู้แข่ง(ในการหางาน)ที่สุด จริงอยู่การเขียนโปรแกรมเก่ง การคิดโลจิก ตีโจทย์ได้นั้น ก็สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าในโลกแห่งความเป็นจริงของการเข้าทำงานในสายนี้ก็คือ “มาตรฐาน” ครับคำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมาย มาตรฐานในที่นี้ก็คือการทำงานโปรแกรมให้อยู่ในมาตรฐานของสากลหรือมาตรฐานของการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นๆ ซึ่งมาตรฐานที่กล่าวมานี้นั้นก็มีมากมายหลากหลายกรรมวิธี ก็แล้วแต่ว่าสำนักไหนจะเลือกใช้อะไร ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆหน่อยก็มักจะเป็นพวก ISO หรือ CMM http://www.sei.cmu.edu/cmm ถ้าเป็นบริษัทที่ทำพวก web application ก็มักจะเป็นพวกเฟรมเวิร์ค (framework) ต่างๆอาธิเช่น fusebox http://www.fusebox.org หรือ Ruby on Rails http://www.rubyonrails.org เป็นต้น ซึ่งบทความนี้ไม่ขอลงลึกไปถึงการอธิบายมาตรฐาน หรือเฟรมเวิร์คต่างๆเพราะว่ามันเยอะ (ขี้เกียจเขียน ว่ากันตรงๆ) แต่จะเป็นการแนะแนวทางในสิ่งที่ควรจะต้องฝึกซ้อมไว้ให้ชินเพื่อสร้างความได้เปรียบในการทำงานจริงเป็นข้อๆดังนี้ 

1. หัดทำงานเอกสารให้เคยชิน 
ผมเข้าใจและรู้ซึ้งดีว่าโปรแกรมเมอร์กับงานเอกสารนั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่ยุคสมัยขอมยังเรืองอำนาจ ว่าไปนั่น แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว นี่คือสิ่งที่บริษัทไอทีชั้นนำเกือบจะร้อยทั้งร้อยมองหามากที่สุดเวลาจะจ้างพนักงานโปรแกรมเมอร์ อาจจะมีคนแย้งว่าก็ทำไมไม่ให้ SA (system analyst) หรือนักวิเคราะห์ระบบ ทำงานเอกสารละ โปรแกรมเมอร์ก็โค้ดงานตามสั่งไปสิ ผมอยากจะขอให้คนแย้งคิดนอกกรอบไปอีกสักนิดว่า ถ้าเลือกได้ระหว่างเด็กจบใหม่เหมือนกัน เงินเดือนเท่ากัน เก่งพอกัน คนนึงเป็นโปรแกรมเมอร์ อีกคนนึงเป็นได้ทั้งโปรแกรมเมอร์และนักวิเคราะห์ระบบ ถ้าคุณเป็นคนจ้างคุณจะเลือกใคร

2. หัดบันทึกเวลาและรายละเอียดการทำงาน 
หมายถึงในแต่ละวันหรือแต่ละครั้งที่ทำงาน หรือเอาง่ายๆก็เขียนโปรแกรมนี่แหละ ลองหัดจดบันทึกดูบ้างว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง ใช้เวลาเท่าไหร่ ทำให้ชิน เพราะในบริษัทไอทีที่มีมาตรฐานทั่วๆไปเขาจะต้องให้คุณทำบันทึกนี้ หรือที่เรียกว่า Time sheet กันเกือบจะทั้งนั้น และเชื่อสิ ถ้าคุณเคยทำมาก่อนนะ เวลาไปสัมภาษณ์งานคุณเอาไปคุยได้เลยว่าลง Time sheet ทุกครั้งสมัยทำโปรเจคตอนเรียน (ขี้โม้) 

3. ศึกษามาตรฐาน และเฟรมเวิร์คให้เข้าใจ 
ไม่ว่าคุณจะถนัดโปรแกรมไหน เขียนภาษาอะไร ส่วนใหญ่เฟรมเวิร์คมักจะไม่หนีกัน เพราะว่าส่วนมากจะประยุกต์มาจากหลักการของ Software engineering ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น CMM, ID5, fusebox ศึกษาสิ่งเหล่านี้ให้ถ่องแท้ รับรองจริงๆว่าคุณได้เปรียบแน่ๆครับ 

4. ฝึกทำความเข้าใจเอกสารเทคนิค 
เอกสารเทคนิคในการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นมีไม่ใช่น้อยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น UML, Scope of work, ER Diagram, Data dictionary, Functional structure, Test plan, etc เยอะแยะมากๆครับ ถ้าอยากได้เปรียบต้องศึกษาแต่เนิ่นๆ 

5. ฝึกทำงานเป็นทีม 
อันนี้สำคัญมาก ถ้าอยากเก่งคนเดียว ขอแนะนำให้ไปชกมวย หรือเล่นเทนนิส หรือตีกอล์ฟจะดีกว่า การพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นต้องอาศัยเป็นการทำงานเป็นทีมเพื่อจะบรรลุเป้าหมาย ต่างคนต่างมีหน้าที่ต่างกันไป บ้างก็คุม บ้างก็เขียนเสปก บ้างก็บ้าโค้ด บ้างก็บ้าทดสอบ แต่สุดท้ายก็หล่อหลอมรวมกันออกมาเป็นชิ้นงาน ทุกส่วนเสมือนฟันเฟืองของเครื่องจักรที่ต้องทำงานผสานกันเพื่อผลลัพท์อันดีเลิศ ตรงนี้สำคัญมากจริงๆครับ 

6. อันนี้ของแถมไม่ทำก็ได้แต่ถ้าทำได้จะดี 
ก็คือฝึกการใช้เครื่องมือต่างๆที่เกี่ยวข้อง ที่นอกเหนือจากเครื่องมือในการพัฒนาซอฟ์ทแวร์ ยกตัวอย่างเช่น Rational Rose ซึ่งจัดอยู่ในประเภท Integrated Development Environment (IDE), พวก Groupware ต่างๆ หรือที่เรียกกันว่าระบบ Collaboration ลองเลือกๆกันดูเถิดครับ แค่นี้ก็เยอะจนจำไม่ไหวแล้ว

การเตรียมตัวสำหรับตกงานแบบ “Worst case”

การเตรียมตัวสำหรับตกงานแบบ “Worst case”

[บทความแต่งขึ้นเมื่อ Jan,2007 โดย Rittichart S.]

Worst case ในที่นี้หมายความว่า ตกงานแบบไม่ได้วางแผน ไม่มีเงินเก็บ มีหนี้ ไม่อยากยืมเงินเพื่อน (เกรงใจ) ไม่อยากรบกวนพ่อแม่ (เสียฟอร์ม) มีหนี้ต้องจ่ายรายเดือน (ผ่อนบ้าน รถ บัตรเครดิต) ฯลฯ

 

อันดับแรกควรจะตั้งสติแล้วลงมือสำรวจทุนของตัวเองที่ยังเหลือโดยใช้สูตร

“ทุน=เงินสด+สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง”

ซึ่งอย่างหลังนี่สามารถจะเอาไปเปลี่ยนเป็นเงินสดได้รวดเร็ว เช่น ทีวี สร้อย แหวน นาฬิกา เป็นต้น หลังจากนั้นให้ประเมินรายจ่ายต่อเดือนที่จำเป็นและไม่จำเป็น ซึ่งอันนี้แต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่จำเป็นก็เช่น อาหาร ที่อยู่ สาธาระณูประโภคต่างๆ เช่น น้ำ ไฟฟ้า ที่ไม่จำเป็นก็เช่น พวกที่ต้องผ่อนต่างๆ อันนี้เอาพักไว้ก่อน ลองดูซิว่าไอ้รายจ่ายที่จำเป็นเนี่ย สามารถจะเอาทุนของเรามาจ่ายให้ Cover ได้ทั้งหมดกี่เดือน นั่นก็จะเป็นเป้าหมายที่เราจะต้องหางานใหม่ หรือหารายได้ใหม่ให้ได้ในเวลานั้นๆ

 

เอาละทีนี้กลับมาดูรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ให้ซอยแบ่งกลุ่มออกมาเป็นรายจ่ายที่สามารถเจรจาได้กับเจรจาไม่ได้ ที่เจรจาได้ก็พวกค่าผ่อนงวดต่างๆ งวดบ้าน งวดรถ บัตรเครดิต ผมว่าน่าจะเจรจาได้ทุกที่ (ส่วนตัวเคยเจรจาขอยืดเวลา ขอลดชั่วคราว มาบ้างครับ แต่ไม่ได้เคยทำมาทุกสถาบันหรอกนะ ไม่ได้หนี้ท่วมขนาดน้านนน) สำหรับกลุ่มที่เจรจาไม่ได้ หรือเจรจาลำบากนี่เอาพักไว้ก่อน

 

ถัดมา จำไว้ว่า “ตามหาเจ้าหนี้ อย่าให้เจ้าหนี้ตามหาคุณ” หนี้ต่างๆที่มี ให้ติดต่อเจ้าหนี้ให้หมดทุกราย บอกไปเลยว่าตกงาน กำลังรีบหางานใหม่อยู่ ไม่มีเจตนาจะเบี้ยว แต่อยากจะขอปรึกษาว่ามีหนทางอะไรที่จะบรรเทาตรงนี้ไปได้บ้าง ใช้ความจริงใจเข้าว่าครับ ไอ้ประเภท ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย เนี่ยถ้าคุณไม่ล้มบนฟูก หรือยังมีบอดี้การ์ดเต็มบ้านอยู่นี่ อย่าไปทำเลยครับ

 

เอาละเมื่อจัดการกับทุนและรายจ่ายเสร็จแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องจัดการเรื่องแหล่งรายได้ใหม่ มันก็อยู่ที่วิสัยทัศน์และความจำเป็นของแต่ละคนนะครับ อย่างน้อยก็พอจะทราบกันแล้วว่าตัวเองมีเวลาเหลือเท่าไหร่ จนกว่าจะหมดตัว… ข้อควรระวัง อย่าทำให้ตัวเองติด Black list ที่ไหนนะครับ ต่อไปในอนาคตจะลำบาก แต่อย่าไปฟังพวกคนทวงหนี้มันมากนะ พวกนี้เอะอะก็ติด black list ๆๆๆ จริงๆแล้วมันไม่ได้ติดง่ายขนาดนั้นหรอกครับ แต่ละสถาบันก็มีกฎกติกาต่างกันไป โทรถามพนักงานดีที่สุด อย่าไปถามพวกพนักงานทวงหนี้เลย ขอให้โชคดีครับทุกท่าน สุดท้ายนี้ผมมีข้อสรุปดีๆจากประสปการณ์ตกงานแบบ Worst case มาประมาณ 10 เดือนเต็มๆดังนี้

 

1. ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

2. พ่อแม่รักและพร้อมจะเข้าใจคุณเสมอ no matter what

3. เพื่อนแท้และญาติพี่น้องช่วยเราได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

4. ระวังอารมณ์ตัวเองในช่วงนี้ให้ดีๆ เพราะมีแนวโน้มจะเครียดมาก ขนาดหมาเห่ายังหันไปด่าบุพการีมันได้ คิดดู 555

5. ประหยัดเข้าไว้ (จากเคยกินแบล๊คกินเพนนโฟลด์ก็หันมากินเรดกินจาค๊อปครี๊กแทน อะโห….ส์)

สิ่งที่ข้าพเจ้าค้นพบจากแกงเผ็ดหน่อไม้วิญาณไก่

สิ่งที่ข้าพเจ้าค้นพบจากแกงเผ็ดหน่อไม้วิญาณไก่

[บทความแต่งขึ้นเมื่อ Jan,2006 โดย Rittichart S.]

บทความนี้ออกจะแหวกแนวไปจากที่ผู้เขียนเองเคยเขียนมาอยู่สักหน่อย จริงๆแล้วเหมือนเป็นการเล่าสู่กันฟังมากกว่า เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ผู้เขียนเองได้มีโอกาสได้บวชเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ที่วัดบางนา จังหวัดปทุมธานี ตอนนั้นผู้เขียนอายุได้สักสามสิบ และกว่าครึ่งหนึ่งของอายุขณะนั้น ผู้เขียนเองจะเรียกได้ว่านับถือศาสนาคริสต์ก็มิผิดนัก อย่างไรก็ดีจุดประสงค์หลักที่ผู้เขียนตัดสินใจบวชก็เพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดาและที่สำคัญที่สุดคือคุณย่าของผู้เขียนเอง

วันหนึ่งในขณะที่ยังบวชอยู่นั้น เข้าใจว่าเพิ่งจะบวชได้สักหนึ่งอาทิตย์ ผู้เขียนนั่งอยู่ในกุฏิคนเดียว นั่งอ่านหนังสือธรรมะ (จริงๆนะ) ใจมันก็ฟุ้งซ่านมาก คิดไปว่าอยากจะฉัน(กิน)ก๋วยเตี๋ยวร้านประจำ ที่ผู้เขียนชอบมากๆ คิดไปก็หิวไป ท้องก็ร้องแสบท้องไปหมด จึงนั่งคิดหาทางต่างๆนาๆว่าทำอย่างไรนะถึงจะได้ก๋วยเตี๋ยวร้านนั้นมาฉัน(กิน) ไอ้ครั้นจะให้ใครไปซื้อ วัดกับร้านก็อยู่ไกลกันหลายกิโลมากๆ (ร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่แถวๆประชาชื่น) ครั้นจะไปเอง ก็ไม่ไหว ยังห่มจีวรไม่ค่อยคล่องเกิดหลุดลุ่ยไปมันจะไม่งาม อีกอย่างเป็นพระก็ไม่น่าจะไปทำตัวรุ่มร่ามนอกวัดเลย นั่งหงุดหงิดอยู่นาน ท้องก็ร้องโครกคราก คิดไปว่าหรือเราจะโทรไปให้เพื่อนสนิทไปซื้อแล้วเอามาถวาย ก็มานั่งกังวลอีกว่าเป็นพระอยู่เรามิควรเอ่ยปากขอ รู้สึกเป็นทุกข์จริงๆ

ขณะนั้นเองก็มีเสียงกลองเพลดังขึ้น เสียงนี้หมายความว่าพระสงฆ์แต่ละรูปควรจะฉันอาหารให้เรียบร้อยภายในหนึ่งชั่วโมง หรือก่อนเที่ยงวันนั่นเอง หลังจากนั้นจะฉันอะไรไม่ได้อีกจนถึงวันรุ่งขึ้น ใจก็ยิ่งทุรนทุราย หิวก็หิว ไม่รู้จะทำอย่างไรดีถึงจะได้ก๋วยเตี๋ยวร้านอร่อยของเรามากิน หัวก็คิดไปตาก็พลางเหลือบไปเห็นห่อข้าวที่ได้จากบิณฑบาตร ในห่อนั้นมีข้าวสวยหนึ่งถุง กับแกงเผ็ดหน่อไม้ไก่อีกหนึ่งถุง ตอนนั้นก็คิดไปว่า เราฉันซะก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยคิดหาทางต่อ ไม่งั้นจะเลยเวลาเพล จึงหยิบถุงข้าวสวยมาแล้วเทแกงเผ็ดไก่ใส่ในถุงข้าว ไม่ได้มีพิธีรีตรอง หาชามหาจานเป็นเรื่องเป็นราวอะไรเพราะคิดไปว่าจะฉันพออิ่มแล้วค่อยคิดหาทางต่อ พอเทเสร็จสายตาเหลือบไปเห็น โธ่..แกงอะไรกันเนี่ยมีแต่หนังไก่สองชิ้น กับเศษเนื้อไก่ชิ้นเดียว นอกนั้นเป็นหน่อไม้ล้วนๆ ก็ยิ่งหงุดหงิดไปอีก แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องฉันอยู่ดีเพราะแสบท้องมาก ก็เลยลงมือฉัน อย่างเร็ว จะว่ามูมมามเลยก็ว่าได้ ข้าวหมดไปครึ่งถุง ท้องก็เริ่มอิ่ม หลังจากนั้น.. เอ๊ ท้องที่ปวดเมื่อกี้มันหายไปไหน .. ความอยากกินก๋วยเตี๋ยวร้านอร่อยของเรามันหายไปไหน ความหงุดหงิดเมื่อสักครู่นี้มันหายไปไหน..

แล้วผมก็เห็นสัจจะธรรมความจริงว่าความทุกข์ทรมานที่บังเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ล้วนมาจากความอยากของเราเอง เป็นจิตของเราเองที่เราเป็นผู้ปรุงแต่งมันขึ้นมา ถึงแม้ว่าผมจะไม่สามารถดับความอยากได้ด้วยตัวเอง ยังต้องใช้สิ่งอื่น นั่นคือข้าวกับแกงหน่อไม้นี้มาดับ แต่ว่ามันก็ทำให้ผมได้คิด เพื่อนๆครับ หลายครั้งที่เราปล่อยให้ความอยากของเรามาครอบงำตัวเรา ทำให้เกิดความทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ผมอยากจะสื่อให้ทุกๆท่านทราบว่า ขอให้ตั้งมั่นอยู่ในสติ รู้ตัวอยู่เสมอว่าเรากำลังเป็นอะไร กำลังจะทำอะไร ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานต่างกันขนาดไหน การรู้ผิดชอบชั่วดีนั้นทุกคนต้องมี อยู่ที่จะทำมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

สถิติของเว็บไซต์ ของดีที่ถูกมองข้าม

สถิติของเว็บไซต์ ของดีที่ถูกมองข้าม

[บทความแต่งขึ้นเมื่อ Dec,2005 โดย Rittichart S.]

ความมุ่งหวังในการสร้างเว็บไซต์ของบริษัทห้างร้านต่างๆ ไปจนถึงหน่วยงานราชการ หรือธุรกิจข้ามชาตินั้น ผู้เขียนคิดว่าคงจะมีความมุ่งหวังต่างกันไป บ้างก็อยากจะสร้างภาพลักษณ์ บ้างก็ต้องการจะกระตุ้นการรับรู้ กระตุ้นรายได้ ร้อยแปดพันเก้า ทั้งนี้ทั้งนั้น หนึ่งในนั้น ผู้เขียนคาดว่าน่าจะต้องมีความต้องการที่จะให้มีผู้ชม เข้ามาชมกันเยอะๆ เพราะว่าจำนวนผู้เข้าชมนั่นเองที่จะเป็นพื้นฐานสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการขายโฆษณาในเว็บไซต์ ก็ต้องมีฐานผู้ชมไปโชว์ศักยภาพให้กับผู้ซื้อโฆษณา หรือจะขาขของบนเว็บไซต์ แน่นอนถ้าไม่มีคนมาชม จะขายใคร เปรียบเหมือนกับห้างสรรพสินค้าร้างก็ไม่ปาน

เอาละ การที่จะเพิ่มจำนวนผู้ชมเนี่ยมีหลายวิธีมาก มากจริงๆ กรรมวิธีต่างๆ การนำเอาเท็คโนโลยีใหม่ๆ การใช้การตลาด โปรโมชั่น สารพัดจะเอามาใช้กัน รวมถึงวิชามารก็มาก แต่ทีนี้ เวลาเราจะคิดหาวิธีที่จะใช้นี่สิ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ใช้วิธีไหน จะโดนใจ ตรงจุด เหมาะเจาะ เป๊ะพ่อ มากที่สุด คำตอบคือ .. ไม่รู้ แล้วผู้เขียนก็คาดว่าส่วนใหญ่ก็ยังทู่ซี๊ทำๆกันทั้งๆที่ไม่รู้ ก็ซื้อแบนเนอร์โฆษณา ประกาศชื่อเว็บไปเรื่อย ไม่ก็ซื้อคีย์เวิร์ด ลงทะเบียนเสริช์เอ็นจิ้น เรียกว่า หว่านกันไป สมมุติว่าคุณต้องการคนเข้ามาดูเว็บสักวันละพันแล้วกัน ไม่มากไม่มาย ลงทุนไปซื้อแบนเนอร์ที่เว็บไซต์ยอดนิยม คุณคิดว่าเขาสามารถการันตีได้หรือไม่ว่าจะมีคนเข้ามาแน่ๆวันละพัน หรือไม่ถึงจะเข้ามาจริงวันละพัน คนที่เข้ามานั้น ทำประโยชน์อะไรให้ตรงตามเป้าหมายของเว็บไซต์คุณหรือไม่

ที่ร่ายมาทั้งหมดนี้แค่ต้องการอยากจะให้ข้อคิดว่า ขอให้วิเคราะห์ให้ดีๆก่อนที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการใช้ e-marketing ใดๆ ซึ่งวิธีการวิเคราะห์นั้นก็ง่ายๆแสนง่าย และเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็มีวัตถุดิบพร้อมอยู่แล้วสำหรับการวิเคราห็ นั่นก็คือสถิติต่างๆของเว็บไซต์นั่นเอง บางครั้งเราอาจจะละเลยสถิติพวกนี้ไป หรือไม่ก็เอาไว้ดูเล่นๆ สนุกๆ ซึ่งในความเป็นจริงๆแล้วข้อมูลเหล่านี้นั้นมีค่ามากๆ ผู้เขียนจะลองเอาสถิติของเว็บไซต์ webganzter.com มาวิเคราะห์กันดูสักหน่อย

จาก Chart ข้างบนเราจะเห็นว่า จำนวนผู้เข้าชมที่เป็น Unique คือผู้ชมจริงๆประมาณเป็นคนๆ ดูจะสวนทางกับจำนวน Page view หรือจำนวนหน้าในเว็บไซต์ที่ถูกเปิดดู เดือนไหนคนเข้าน้อย จะมีการเปิดดูหน้าต่างๆในเว็บเยอะ แต่เดือนไหนมีคนเข้ามาดูเพิ่มขึ้นเยอะ กลับมีจำนวนหน้าที่ถูกเปิดดูน้อยลง ซึ่งความจริงแล้วมันน่าจะไปในทางเดียวกัน แหมชักจะน่าสงสัย เพราะอะไรถึงเป็นฉะนี้หนอ เอ..หรือจะเกี่ยวกับกลุ่มของคนที่เข้ามาชมที่มีพฤติกรรมไม่เหมือนกัน งั้นลองมาวิเคราะห์เจาะดูเป็นรายวัน เอาตัวอย่างสักสามเดือนแล้วกันนะครับ เลือกไตรมาศที่ 3 ก็แล้วกัน เป็นเดือน July – September

จาก Chart ก็พอจะเห็นได้ว่า ถ้าดูแบบรายวันการขึ้นลงของเส้นกร้าฟทั้งสองค่านั่น ก็ไปในแนวเดียวกันค่อนข้างมาก สรุปได้ว่าถ้าดูแบบรายวัน ยิ่งคนเข้ามาก จำนวนหน้าในการเปิดดูก็มากด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่ปกติ ดังนั้นเราอาจจะสรุปได้ว่า จำนวนคนเข้าชมต่อวันไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักของที่ทำให้ Chart แรกดูสวนทางกันชัดเจนแบบนั้น

หลังจากที่ผู้เขียนลองวิเคราะห์หาสาเหตุกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการแยกตามผู้ชมตามประเทศ ตามโฮส ฯลฯ หรือเรียกอีกอย่างนึงว่า พยายามแบ่ง Segment ของผู้เข้าชม แล้วค่อยๆวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง สุดท้ายก็มาเจอข้อมูลเด็ด

Chart ข้างบนนี้นั้นเป็ นการ Segment ผู้เข้าชมจากแหล่งที่มา นำมาเปรียบเทียบกับ Unique visitors และ Page view. Direct คือผู้ชมที่พิมพ์ URL เข้ามาตรงๆ หรือว่าเข้ามาจากทาง Bookmark, Search engine คือผู้ชมที่มาชมเว็บไซต์โดยการคลิ้กลิ้งค์จากเว็บค้นหาข้อมูลต่างๆเช่น Google หรือ Yahoo, Others website นั้นคือเว็บไซต์ทั่วไปที่ได้ทำการลิ้งค์มาถึงเว็บ webganzter.com และสุดท้าย Internal link คือการลิ้งค์ข้อมูลกันภายในเว็บไซต์ จากหน้าหนึ่งไปสู่หน้าหนึ่งนั่นเอง เอาละถ้าดูตาม Chart เราพอจะได้สมมุติฐานเป็นข้อๆดังนี้

  1. จำนวน Page view จะเพิ่มขึ้น หรือลดลง ตามการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของจำนวน Internal link และ Direct
  2. การเพิ่มขึ้นของผู้ชมที่เข้ามาผ่าน Search engine และ Others website ไม่มีผลกับการเพิ่มหรือลดของจำนวน Page view
  3. จำนวน Unique visitor จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น มีความสัมพันธ์กับจำนวนของผู้ที่เข้ามาผ่านทาง Search engine และ Others website

นี่เป็นแค่ข้อสมมุติฐานจากสถิตินะครับ หลังจากนั้นเราก็สามารถนำสมมุติฐานไปลองพิสูจน์ดูก็ได้ ต่อไปจะเป็นตัวอย่างการทดสอบสมมุติฐาน

ต่อไปเราจะลองมาดูว่า เอาสถิติมาทำการทดลองสนุกๆดู โดยที่ผู้เขียนจะพิสูจน์สักหน่อยว่า คำที่ว่า ถ้าอยากจะตกปลา ก็ต้องไปที่ๆมีปลา มันจะจริงแท้ประการใดหนอ โดยจะลองใช้ตัวอย่างจากหน้าเว็บที่ได้รับความนิยมสูงสุดซึ่งจะขอเรียกว่า “ หน้านิยม ” และหน้าที่จะใช้ทดลองเปรียบเทียบจะขอเรียกต่อไปว่า “ หน้าเปรียบเทียบ ”

จาก Chart จะเห็นว่า “ หน้านิยม ” นั้นมีผู้เข้าชมค่อนข้างมากอยู่แล้ว ซึ่งก็เกิดจากการนำลิงค์ของหน้านี้ตรงๆไปฝากไว้กับ Search engine เช่น Google ไว้ก่อนหน้าแล้ว ในขณะที่ “ หน้าเปรียบเทียบ ” นั้นไม่ได้นำลิงค์ไปฝากไว้กับ Search engine จึงมีผู้เข้ามาชมน้อย ดังนั้นจึงทำการนำลิงค์ของหน้าเปรียบเทียบไปลงใน Search engine ต่างๆ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ประมาณกลางๆเดือน June 05 ซึ่งก็ได้ทำให้มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นในเดือนถัดๆมาเป็นลำดับ อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นนั้นเป็นไปในลักษณะเพิ่มแล้วคงที่ จะสังเกตได้ว่า การเพิ่มขึ้นจะขึ้นมาถึงจุดสูงสุดประมาณกลางเดือน July 05 และเริ่มทรงตัว ในขณะที่หน้านิยม นั้นอัตราการเพิ่มขึ้นนั้นอยู่ในภาวะ การทรงตัวมาตลอด ดังนั้นผู้เขียนจึงทำการ ทดลองทฤษฎีที่ว่า “Fish where there is fish” นั่นคือ ถ้าจะตกปลา ก็ต้องไปที่ๆมีปลา (ผู้เขียนได้ยินคำนี้มาจากหนังอะไรสักอย่าง จำไม่ได้แล้ว) ดังนั้นในเมื่อเราไปตกปลาที่มหาสมุทร Search engine แล้วได้ปลามาจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะว่ามหาสมุทรมันกว้างใหญ่เหลือเกิน สำนวนผู้เขียนเชยดีไหม ดังนั้นชาวประมง เอ้ยเจ้าของเว็บไซต์อย่างผู้เขียนก็เลยคิดจะหันหลังกลับมาตกในบ่อของตัวเองดูบ้าง มองไปมองมา อ้าวในบ่อเราก็เห็นจะมีแหล่งปลาชุม “ หน้านิยม ” นี่แหละที่ดูเหมือนจะมีปลาเยอะ ผู้เขียนเลยทำการลิ้งค์สองหน้านี้เข้าหากันในช่วงกลางๆเดือน Sep 05 ผลปรากฏว่า เกินคาด ยอดผู้เข้าชม “ หน้าเปรียบเทียบ ” พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แซงแชมป์เก่า “ หน้านิยม ” ไปขาดกระจุย มิหนำซ้ำ ยังไปฉุดลากให้จำนวน Page view รวมพุ่งขึ้นอีกต่างหาก ไม่หยุดเท่านี้ ผู้เขียนเองอยากจะสำทับลงไปให้แน่ใจว่าสมมุติฐานนี้มันจริง ผู้เขียนจึงทำการถอดลิ้งค์ออกจากกันในช่วงกลางเดือน Oct 05 ตามคาดครับ จำนวนผู้เข้าชม “ หน้าเปรียบเทียบ ” ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ จนใจหาย เลยต้องรีบนำลิ้งค์กลับเข้าไปอยู่เหมือนเดิม แล้วผู้ชมก็กลับมา ด้วยประการนี้เอย

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เพื่อมุ่งหวังที่จะให้เกิดไอเดีย ไม่มากก็น้อย กับการคิดจะใช้แผนการตลาดใดๆก็ตามกับเว็บไซต์ ลองวิเคราะห์ดูเสียก่อน แล้วจะเข้าใจมากขึ้นว่า ควรจะใช้อะไร ใช้แบบไหน ใช้กับใคร ใช้ที่ไหน ใช้อย่างไร ฯลฯ ดีกว่าโปรยแบนเนอร์ไปตามเว็บดังๆไปเรื่อยๆ หรือทำแคมเปญเล่นเกมส์ชิงรางวัล แบบไร้ทิศทาง ขอขอบคุณ http://awstats.sourceforge.net/ สำหรับโปรแกรมอ่านข้อมูลสถิติดีๆครับ

เว็บท่า

เว็บท่า

[บทความแต่งขึ้นเมื่อ Jul,2005 โดย Rittichart S.]

คำว่า PORTAL WEBSITE (พอร์ทัล หรือ พอร์ทอล) หรือ “เว็บท่า” นั้นผู้เขียนคาดว่าคงจะเป็นที่รู้จักกันมานานแล้วสำหรับบรรดาผู้ใช้อินเตอร์เนต โดยเฉพาะในยุคที่ดอทคอมเบ่งบานแรกๆ ในเมืองไทยเมื่อราวๆปี 1998 – 2000 ในยุคนั้น บรรดาเว็บไซต์ ทั้งน้อยใหญ่ ต่างกระโจนกันเข้ามาในยุทธจักร PORTAL ไม่ว่าจะเป็น Sanook.com, Hunsa.com, Siam2You.com หรือ Lemononline.com บ้างก็เจริญเติบโต บ้างก็ล้มหายตายจาก ซึ่งก็เป็นไปตาม life cycle ของทุกๆสิ่งไม่เว้นแม้แต่วงการอินเตอร์เนต และไอที

 

ปัจจุบันนี้ผู้เขียนเห็นว่า มีผู้สนใจที่จะเข้ามาทำเว็บท่าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากขึ้นกว่าในยุคแรกๆ จึงเป็นที่มาของบทความนี้ ที่ต้องการที่จะ ให้ข้อมูลพื้นฐานของเว็บท่า แต่คงจะไม่ลงลึกถึงวิธีการทำเว็บท่าว่าทำอย่างไร จึงจะประสปความสำเร็จ เพราะผู้เขียนเองมีทัศนะว่า การที่จะทำเว็บไซต์ให้ประสปความสำเร็จนั้น มีองค์ประกอบหลายอย่างมากมายตั้งแต่สาธารณูประโภคทางไอที ไปจนถึงเทคนิคทางการตลาดต่างๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต่างก็ต้องมีจุดเริ่มต้น มาจากการวางจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนีเป็นพื้นฐาน อีกทั้งยังต้องการความยืดหยุ่น (flexibility) ในการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูง

 

ผู้เขียนเองมีความเชื่อส่วนตัวว่าในยุคนี้ (21st century) ซึ่งเป็นยุคที่มีการแข่งขันสูงมาก และมีผู้เล่นรายใหญ่ๆอยู่แล้วเต็มตลาด โมเดลของการทำธุรกิจบนอินเตอร์เนตนั้นได้ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ อยู่สามกลุ่ม ได้แก่กลุ่มของผู้ผลิตหรือ Producers เช่นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อย่างโตโยต้า บริษัทให้บริการข้อมูลอย่าง Forrester หรือธุรกิจให้บริการอย่าง การบินไทย, กลุ่มที่สองคือกลุ่มของผู้จัดจำหน่ายเฉพาะด้านหรือ Focused Distributors เช่นร้านค้าปลีกออนไลน์อย่าง Amazon.com ตลาดกลางแลกเปลี่ยนสินค้าอย่าง Ebay.com, และกลุ่มของPORTAL เช่น Yahoo.com หรือ WebMD.com ซึ่งในบทความนี้จะขอกล่าวถึงแต่กลุ่ม PORTAL เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆอยู่สามกลุ่ม อันได้แก่

 

HORIZONTAL PORTAL 

คือลักษณะของเว็บท่าที่เป็นเหมือนกับประตูทางผ่านไปสู่สิ่งๆต่างๆที่ค่อนข้างจะหลากหลาย โดยที่เนื้อหาที่มีนั้น มักจะไม่ใช่เนื้อหาในเชิงลึก ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีเนื้อหามากมายทั้งหาเพื่อน หางาน ข่าวสารต่างๆทั้งบันเทิงกีฬาฯลฯ ถ้าเปรียบเป็นห้างสรรพสินค้าก็คงจะเป็น ห้างเซ็นทรัล มีทุกสิ่งให้เลือกสรร ตัวอย่างของเว็บท่าประเภทนี้คือ Yahoo.com หรือเว็บท่าของไทยอย่าง Sanook.com หรือ Siam2You.com 

 

VERTICAL PORTAL หรือเรียกอีกอย่างว่า VORTAL 

VORTAL คือเว็บท่าประเภทที่เป็นเหมือนประตูไปสู่เรื่องราวเฉพาะทาง เช่นเว็บเรื่องสุขภาพ, เว็บหางาน, เว็บเกี่ยวกับรถยนต์, เรื่องที่อยู่อาศัย หรือสินค้าและบริการอื่นๆ ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพก็คงจะเหมือนกับพันธ์ทิพพลาซ่าที่ทั้งห้างขายแต่สินค้าที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ Fool.com ซึ่งเป็นเว็บท่าสำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะ 

 

AFFINITY PORTAL 

คือเว็บท่าที่นำเสนอเรื่องราวหรือบริการต่างๆสำหรับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดที่นักการตลาดออนไลน์ มีความเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้เป็น Niche Market ได้ ซึ่งจริงๆแล้วจะคล้ายๆกับเป็น Community เฉพาะกลุ่มก็ว่าได้ ซึ่งภาพลักษณ์ของความเป็นชุมชนนี่เองที่เป็นหัวใจของ AFFINITY PORTAL ซึ่งในความเห็นของผมเอง เว็บไซต์ GAY.com นั้นน่าจะเป็นตัวอย่างของเว็บท่าประเภทนี้ที่ชัดเจนที่สุด

สำหรับเว็บไซต์ในเมืองไทยเองนั้น เราจะเห็นเว็บท่าในลักษณะของ HORIZONTAL PORTAL และ VORTAL ค่อนข้างเยอะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น HORIZONTAL PORTAL ก็คือการรวบรวมเอา VORTAL หลายๆชนิดเข้ามารวมกันนั่นเอง โดยการรวมเอามานั้น มีการใช้หลากหลายวิธีมากๆ ทั้งการซื้อข้อมูล การแชร์ข้อมูล ไปจนถึงการขโมยเนื้อหาเอามาลงใน PORTAL ตัวเองเอาซะดื้อๆงั้นแหละ ก็ว่ากันไปครับ ตามสไตล์ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ แต่อย่างไรก็ดี ถ้าเกิดคิดจะทำ PORTAL หรือเว็บไซต์อะไรก็ตามนะครับ ถ้าจะทำเป็นธุรกิจ (หมายถึงไม่ได้ทำเล่นๆ ส่วนตัว เอามันส์) ก็อย่าลืมคิดถึงแหล่งที่มาของรายได้ (Revenue Model) ไว้ให้เป็นหลักเลยนะครับ ว่าทำแล้วรายได้มันจะมาจากทางไหน อย่างไร จะขายโฆษณา ขายผ้าเอาหน้ารอด หรือขายหน้าเอาผ้ารอด อย่างไรก็ว่ากันปายยย…

New Business Landscape

New Business Landscape

[article by Rittichart S. since Sep,2003]

 

How Internet enhances value chai n?

Internet and e-commerce is possible to separate the physical goods from the information containing into it. As such, information can move very quickly ahead the physical product, help create a new level of transparency that enhance the whole value chai n.

 

Business model in 21 st century

  • Business that builds on Internet, business that leverage outside infrastructure and capabilities to create sustain value to customers and partners. For example, K-Bank that outsource all IT related including Internet banking to IBM.
  • Business that provides/operates shared infrastructures for other business to efficiently operate, business that become standard environment for other businesses. For example, SETTRADE.com provide standard application for stock brokerage firm who want to offer Internet-based stock trading to their customer.

 

Sample of business that built on Internet & shared infrastructure in Thaland.

Producer

  • Manager newspaper online (www.manager.co.th)
  • Seamico online stock trading (www.seamico.com)

Focused distributors

  • Pantavanij e-marketplace (www.pantavanij.com)
  • Silkspan Financial superstore (www.silkspan.com)

Portals

  • Sanook (www.sanook.com)
  • Food market exchange (www.foodmarketexchange.com)

 

Value Webs

The concept of “Value Webs” attempts to consolidate related “Value Chains” to identify specific opportunities to create meaningful value to customer. Once a value chai n is understood and able to extract value, which is mainly in cost cutting, which is rarely creating sustainable value. That doesn’t seem to be a real value creation but a shift of value up or down in the chai n. So, here come values webs comprise value chai ns, provide information as to where value may be found and liberate with the proper strategy.

Dawn of The New Economy

Dawn of The New Economy

[article by Rittichart S. since Aug,2003]

Why the new computing and communication technology make boundary of organization become blur?

As technology become cheaper, it enhances company efficiency and effectiveness with ability to re-structuring existing value chai n to be multiple value chai ns. It is not about managing business for success but the managing of component, wherever it is, to help company to get to the goal.

 

What make information so important in the new economy?

The concept of “new economy” is simply “the effects of the new technologies on the current economy”. Such technology also called “The Information Technologies” including hardware, software, telecommunication system and Internet. The idea behind this is as simple as to manage data to create wisdom. At very first stage, those technologies had an effect on the increase of the productivity. So, company can produce more efficiently by using less labor force than before. Now the technologies have come very far to help business realize opportunities. Helping company make the right decision. An example would be the Customer relationship management system (CRM), such system that learns behavior of customer and able to point out exactly how the company should handle this particular customer.

 

Metcalfe’s Law?

Robert Metcalfe founded 3Com Corporation and designed the Ethernet protocol for computer networks. Metcalfe’s Law states that the usefulness, or utility, of a network equals the square of the number of users. New Technologies are valuable only if many people use them. Specifically, the usefulness, or utility, of a network equals the square of the number of users. The more people who use your software, your network, your standard, your game, or your book, the more valuable it becomes, and the more new users it will attract, increasing both its utility and the speed of its adoption by still more users.

 

This should explain how attractive of the Internet, a network of computers and a set of standards that makes it easy for computers to share data.

 

What can Technology do to create competitive advantage in the New Economy?

Technology only is not sustainable. Today newest technology, tomorrow it’s a trash. Technologies become cheaper and achievable everyday. Company’s competitive advantage build around technology will not last for long because anybody can have the same technology and can do the same cost saving, productivity and so on. The real source of competitive advantage that is sustainable come from the use of technology to create knowledge, the strategically use of information created by technology

เริ่มต้นง่ายๆกับการทำ Creative Design สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ / ไม่ใช่สวยแต่รูป

เริ่มต้นง่ายๆกับการทำ Creative Design สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ / ไม่ใช่สวยแต่รูป

[บทความนี้แต่งขึ้นเมื่อ Oct,2001 โดย Rittichart S.]

ความสวยงามในการออกแบบเว็บไซต์รวมไปถึงลูกเล่นต่างๆนั้นได้พัฒนามาไกลจากจุดเริ่มต้นของเว็บไซต์ในยุคแรกๆไปมาก ในยุคนี้ที่แอนิเมชั่นจำพวก Flash ดูจะมีบทเด่นที่ชวนให้บรรดานักออกแบบนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์องค์กรธุรกิจ ราชการ ไปจนถึงเว็บไซต์ส่วนตัวต่างๆ

ในเว็บไซต์ประเภทธุรกิจนั้น (Corporate Website) การออกแบบรูปร่างหน้าตานั้นได้ทวีความสำคัญขึ้นมาจนเกือบจะเทียบเท่ากับการให้ข้อมูลทางธุรกิจเข้าทุกขณะ หลายๆองค์กรได้เริ่มที่จะมองเห็นศักยภาพของเว็บไซต์ว่าสามารถที่จะเป็นช่องทางๆการตลาด (Marketing Channel) ทางหนึ่งที่มิได้ด้อยไปกว่าทางอื่นๆ รวมไปถึงสิ่งพิเศษต่างๆที่ช่องทางอื่นไม่สามารถทำได้เช่นคุณสมบัติในการทำอินเตอร์แอคทีพเป็นต้น ดังนั้นการให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาขององค์กรบนอินเตอร์เนตจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย และควรจะให้ความสำคัญอยู่ในอันดับต้นๆเลยทีเดียว ลองมาดูกันว่าหลักการง่ายๆสำหรับการเริ่มต้นการทำ Creative Design สำหรับเว็บไซต์ประเภทองค์กรธุรกิจต่างๆนั้นมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

1.Marketing Goal สิ่งแรกที่ควรจะคำนึงถึงเมือจะเริ่มทำงาน Creative Design สำหรับเว็บไซต์ ก็คือการศึกษาจุดมุ่งหมายทางการตลาดขององค์กร เพราะเราสามารถที่จะนำมากำหนดรูปแบบการออกแบบเว็บไซต์ให้ไปในแนวทางเดียวกันกับแนวทางของการตลาดของบริษัทได้

2.Creative Concept (look & feel) ขั้นตอนต่อมาก็คือ ให้เริ่มลงมือออกแบบรูปร่างหน้าตาออกมาหลายๆแบบ โดยยึดเอาจากปัจจัยในข้อหนึ่ง และข้อมูลสนับสนุนต่างๆที่มี ถ้าเป็นไปได้ควรจะออกแบบมาสัก 3-4 แบบเพื่อให้เป็นทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น

3.Group Resrearch เมื่อมีรูปแบบของเว็บไซต์พร้อมแล้วแล้ว จากนั้นก็ตั้งทีมขึ้นมาสักทีมหนึ่งเพื่อทำการสำรวจความคิดของคนทั้งในองค์กร และคนนอกองค์กร (ระวังอย่าไปเอาคนของบริษัทคู่แข่งเข้ามาละ) ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้างกับรูปแบบในแต่ละอัน ชอบตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน ถ้าให้เลือกจะเลือกอันไหน เป็นต้น

4.Site Architecture and Design หลังจากการสำรวจแล้ว ก็คงจะได้ไอเดีย เพื่อมาปรับแต่ง หรือไม่ก็คงจะได้รูปแบบที่แน่นอนชัดเจนแล้ว จะว่าไปแล้วเมือถึงขั้นตอนนี้ ก็สามารถที่จะเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ได้แล้ว แต่ก่อนที่จะเริ่มลงมือนั้น ควรที่จะจัดทำรูปแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ในส่วนต่างๆไว้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์นั้นๆ ในส่วนของการทำโครงสร้างนั้น สามารถทำได้ตั้งแต่การทำแผนผังแบบง่ายๆ มีโครงสร้างของเมนูในทุกๆชั้น หรือจะทำในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นมาอย่างเช่นการทำ Data Flow Diagram ก็ได้

5.Data Analysis & Optimization เมื่อขั้นตอนทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ไปจนถึงนำเว็บไซต์ขึ้นบนเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้งานจริง สิ่งที่ควรจะเตรียมการไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มเปิดใช้งานเว็บไซต์ในตอนต้นๆก็คือ การทำ Data Analysis ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Analysis software ต่างๆ อย่างเช่น WebTrends ,MediaHouse รวมไปถึงอาจจะมีการทำสำรวจข้อมูลผู้ใช้ผ่านทางตัวเว็บไซต์เอง เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงในด้านต่างๆเช่นในเรื่อง ความเร็วของตัวเว็บไซต์ ,ขนาดของรูปภาพต่างๆ, ตรวจหา Error และดูเรื่องความ Compatible กันกับ Web Browser หลายๆยี่ห้อ และอื่นๆอีกมาก

เมื่อผ่านขั้นตอนทั้ง 5 ขั้นตอนง่ายๆนี้ไปแล้ว ผู้เขียนคิดว่าคงพอที่จะอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเว็บไซต์สำหรับองค์กรธุรกิจของคุณ จะไม่ได้มีแค่สวยแต่รูปเท่านั้น แต่เวลาจูบแล้วคงจะเสียวซ่านบ้างไม่มากก็น้อย (เนอะ)

การออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะกับการ Shopping แบบ B2C

การออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะกับการ Shopping แบบ B2C

[บทความนี้แต่งขึ้นเมื่อ Aug,2001 โดย Rittichart S.]

E-commerce ยังคงเป็นกระแสที่น่าจับตามองอยู่ ถึงแม้ว่าร้านค้าอีเล็กทรอนิกส์ ที่ทยอยเปิดตัวกันมากมายเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อนจะพากันทยอยปิดตัวลงอย่างน่าใจหาย กระนั้นก็ตามในตลาดของเว็บไซต์แบบ B2C ก็ยังมีผู้เล่นรายอื่นๆ เข้ามาเสริมทัพอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่ทุึนหนาทำตัวเป็น shopping mall อย่าง Thai.com ของ Inet Thailand หรือ จะเป็น mShop ของค่าย mWeb รวมถึง e-commerce ขนาดกลางๆไปถึงย่อมอย่าง Tohome ,Silkspan,Selectmore หรือล่าสุด PantipShop

ในตลาด B2C ที่ยังคงฟาดฟันกันถึงพริกถึงขิงสวนกระแสผีเข้าผีออกของกิจการดอทคอม อยู่ในขณะนี้ เราจะมีวิธีอย่างไรที่จะเรียกลูกค้าเข้ามาจับจ่ายสินค้าที่เว็บไซต์ของเรา แน่นอน นอกเหนือจากการใช้วิธีการ Promotion เช่นลกแลกแจกแถมต่างๆ นาๆ หรือมีการเล่นเกมส์ชิงรางวัลแล้ว ตัวเว็บไซต์เองก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการ shopping โดยเฉพาะ ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการออแบบเว็บไซต์เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนักช๊อปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ลองมาดูกันว่าในการออกแบบเว็บไซต์สำหรับการ shopping นั้น มีปัจจัยอะไรบ้างที่ควรคำนึงถึง

1.User Friendly อ่านดูแล้วออกจะกว้างไปสักหน่อย แต่โดยรวมๆแล้วก็คือ ทำให้เว็บไซต์นั้นใช้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้ดูสะอาดตา เมนูต่างๆใช้และทำความเข้าใจได้ง่าย มีระบบ Help คอยช่วยเหลือ มี Site map และยังรวมไปถึงความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลอีกด้วย

“จงจำเอาไว้เสมอว่า คำว่า e-commerce นั้นควรจะแปลมาจาก easy-commerce มากว่า electronics commerce”

 
Easy navigator bar จาก Tohome.com เป็นการบอกว่าคุณอยู่ในจุดไหนและมีขั้นตอนใดๆบ้างในการ Shopping

2.Encourage decision making ตรงนี้อาจจะเป็นบทความ หรือสถิติ หรือสื่ออื่นๆ ที่จะช่วยให้ผู้ซื้อตัดสินใจได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่ขายบริการในการสมัครขอสินเชื่อหรือสินค้าทางการเงิน ก็จะมีบทความที่อ่านง่าย หรือบทความเปรียบเทียบ มีโปรแกรมคำนวนการผ่อนส่ง คำนวนความสามารถของการขอสินเชื่อ หรือมีมุมสำหรับให้ ถาม-ตอบ เกี่ยวกับสินค้านั้นๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยเร่งการตัดสินใจในการซื้อสินค้าให้เร็วยิ่งขึ้น 

 
ภาพตัวอย่างจาก Silkspan มีบทความน่าสนใจให้อ่าน ในหน้าที่บริการสมัครขอสินเชื่อต่างๆ

3.Fresh and New การมีสิ่งที่สดใหม่อยู่เสมอจะเป็นส่วนที่สำคัญอย่างมากในการที่จะดึงดูดให้ผู้ชมกลับมาเยี่ยมที่เว็บไซต์บ่อยๆ ดังจะเห็นได้จากตามเว็บ Portal ต่างๆ ที่มีการ update เนื้อหากันแบบรายวัน จึงทำให้มีจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมมากและสม่ำเสมอ

4.Interactive Utilization ความได้เปรียบของร้านค้าแบบ online เมื่อเปรียบเทียบกับร้านค้าแบบ offline ก็คือ เว็บไซต์นั้นสามารถที่จะ interactive กับผู้ชมได้แบบหลากหลาย ฉนั้นเราควรจะทำเอาข้อได้เปรียบนี้มาใช้ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำ interactive แบบง่ายๆอย่างการมี form รับความคิดเห็น หรือมี Discussion board รวมไปถึงอาจจะมี Chat room สำหรับแผนกบริการลูกค้าเป็นต้น

5.Customer Services เว็บไซต์ e-commerce ที่ดีนั้นควรที่จะมีระบบบริการลูกค้าที่ดีด้วย เพราะนอกจากจะช่วยในการส่งเสริมการขายแล้ว customer service ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความประทับใจกับลูกค้า และเป็นการสร้างภาพพจน์ที่ดีแก่สินค้าและบริการอีกด้วย

ด้วยหลักง่ายๆทั้ง5ข้อนี้ คงจะช่วยให้การเริ่มต้นการออกแบบเว็บไซต์ e-commerce ของคุณง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น