Tips from real world experience

คลังเก็บป้ายกำกับ: personal advise


ในการทำหน้าที่บริหารในทุกระดับ สิ่งหนึ่งเลยที่จะต้องเจอก็คือการเจรจาต่อรองครับ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับลูกค้า, คู่ค้า, ส่วนงานอื่นๆในองค์กร หรือแม้แต่กับเจ้านายและลูกน้อง เอาเป็นว่าการเจรจาเนี่ยโดยแท้แล้วมันก็คือความพยายามในการทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากที่สุดนี่เอง ซึ่งจะว่าไปนะครับ มันก็ไม่ยากไม่ง่าย แต่ดูเหมือนจะเป็นอะไรที่คล้ายๆจะเห็นแก่ตัวเล็กน้อย ก็ลองคิดดูครับ ถ้าเราได้ประโยชน์มาก ก็คงต้องมีใครสักคน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์หรือได้น้อยลงไป .. อ่านเพิ่มเติม



ผมมักจะชอบใจเสมอเมื่อมีโอกาสในการเรียนรู้อะไรใหม่ๆครับ ในช่วงปีที่ผ่านมาทางบริษัทก็ได้จัดอบรมเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองในหลายๆด้านอยู่บ่อยครั้ง โดยที่มักจะเน้นให้ค้นหาตัวเองจากการประเมินผลในรูปแบบต่างๆเช่น 360องศา หรือการทดสอบต่างๆนาๆ แต่ผลที่ได้ก็มักจะเป็นในแง่ของเข้าใจว่าจุดดีจุดด้อยของตัวเองเป็นอย่างไร และจะต้องทำอย่างไรถึงจะพัฒนาให้มันดีขึ้น ซึ่งผมก็เห็นว่ามันก็ีดีอยู่ แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่อะไรที่ยั่งยืนเลย

จนมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองที่ทั้งผมและน้องๆในทีมได้แจกหนังสือมาคนละเล่มชื่อว่า “เจาะจุดแข็ง” โดยที่ได้จทย์มาเหมือนกันทุกคนว่า ให้อ่านสามบทแรก แล้วทำแบบทดสอบผ่านอินเตอร์เนต จากนั้นในอาทิตย์ถัดมา ทางบริษัทจะจัด work shop นอกสถานที่และจะใช้ผลจากการทำแบบทดสอบนี้ด้วย สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาว่าหนังสือเล่มนี้มันน่าสนใจในแง่ที่ว่า นอกจากอ่านแล้วยังสามารถนำไปทำกิจกรรมต่อยอดได้จริง และที่สำคัญมัน localize เรียบร้อยแล้วคือมีเวอร์ชั่นภาษาไทย ทั้งตัวหนังสือและแบบทดสอบบนเว็บ how cool!

เจาะจุดแข็ง strengths finder อ่านเพิ่มเติม



ปัญหาที่ผมเจอมาตลอดหลายปีที่ทำงานในวงการไอทีเมืองไทยก็คือ บุคลากรทางไอทีเน้นที่โปรแกรมเมอร์ที่จบใหม่ๆมาจากรั้วมหาวิทยาลัยนั้นไม่มีความพร้อมที่จะเข้าทำงานตามสายงานที่ตัวเองร่ำเรียนมาได้ทันที ร้อยทั้งร้อยจะต้องผ่านการฝึกหัดให้เข้าที่เข้าทาง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ค่อนข้างเสี่ยงอยู่เหมือนกันสำหรับบริษัท สอนไปสอนมากลายเป็นสอนเพื่อให้ไปทำงานบริษัทอื่นซะหรือเปล่าก็ไม่รู้ (นอกเรื่อง) คิดแล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรทางเหล่านี้ถึงไม่ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย และให้ตรงกับความต้องการของตลาดในโลกแห่งความเป็นจริงบ้าง จริงอยู่ผมไม่เถียงที่เด็กๆที่จบมาจากสถาบันเหล่านี้ส่วนมากค่อนข้างจะเก่ง โดยเฉพาะทางโปรแกรมเมอร์แล้วยิ่งเก่ง แต่จะพูดไปมันก็เหมือนคนไทยชกมวยเก่ง แต่แตะบอลไม่ค่อยดี ยังไงยังงั้น…. 

บทความนี้ตั้งใจจริงๆที่จะเขียนเพื่อจะเป็นแนวทางให้เด็กๆน้องๆรุ่นใหม่เตรียมความพร้อมให้ตัวเองให้มากที่สุด ทำตัวเองให้อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบคู้แข่ง(ในการหางาน)ที่สุด จริงอยู่การเขียนโปรแกรมเก่ง การคิดโลจิก ตีโจทย์ได้นั้น ก็สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าในโลกแห่งความเป็นจริงของการเข้าทำงานในสายนี้ก็คือ “มาตรฐาน” ครับคำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมาย มาตรฐานในที่นี้ก็คือการทำงานโปรแกรมให้อยู่ในมาตรฐานของสากลหรือมาตรฐานของการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นๆ ซึ่งมาตรฐานที่กล่าวมานี้นั้นก็มีมากมายหลากหลายกรรมวิธี ก็แล้วแต่ว่าสำนักไหนจะเลือกใช้อะไร ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆหน่อยก็มักจะเป็นพวก ISO หรือ CMM http://www.sei.cmu.edu/cmm ถ้าเป็นบริษัทที่ทำพวก web application ก็มักจะเป็นพวกเฟรมเวิร์ค (framework) ต่างๆอาธิเช่น fusebox http://www.fusebox.org หรือ Ruby on Rails http://www.rubyonrails.org เป็นต้น ซึ่งบทความนี้ไม่ขอลงลึกไปถึงการอธิบายมาตรฐาน หรือเฟรมเวิร์คต่างๆเพราะว่ามันเยอะ (ขี้เกียจเขียน ว่ากันตรงๆ) แต่จะเป็นการแนะแนวทางในสิ่งที่ควรจะต้องฝึกซ้อมไว้ให้ชินเพื่อสร้างความได้เปรียบในการทำงานจริงเป็นข้อๆดังนี้ 

1. หัดทำงานเอกสารให้เคยชิน 
ผมเข้าใจและรู้ซึ้งดีว่าโปรแกรมเมอร์กับงานเอกสารนั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่ยุคสมัยขอมยังเรืองอำนาจ ว่าไปนั่น แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว นี่คือสิ่งที่บริษัทไอทีชั้นนำเกือบจะร้อยทั้งร้อยมองหามากที่สุดเวลาจะจ้างพนักงานโปรแกรมเมอร์ อาจจะมีคนแย้งว่าก็ทำไมไม่ให้ SA (system analyst) หรือนักวิเคราะห์ระบบ ทำงานเอกสารละ โปรแกรมเมอร์ก็โค้ดงานตามสั่งไปสิ ผมอยากจะขอให้คนแย้งคิดนอกกรอบไปอีกสักนิดว่า ถ้าเลือกได้ระหว่างเด็กจบใหม่เหมือนกัน เงินเดือนเท่ากัน เก่งพอกัน คนนึงเป็นโปรแกรมเมอร์ อีกคนนึงเป็นได้ทั้งโปรแกรมเมอร์และนักวิเคราะห์ระบบ ถ้าคุณเป็นคนจ้างคุณจะเลือกใคร

2. หัดบันทึกเวลาและรายละเอียดการทำงาน 
หมายถึงในแต่ละวันหรือแต่ละครั้งที่ทำงาน หรือเอาง่ายๆก็เขียนโปรแกรมนี่แหละ ลองหัดจดบันทึกดูบ้างว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง ใช้เวลาเท่าไหร่ ทำให้ชิน เพราะในบริษัทไอทีที่มีมาตรฐานทั่วๆไปเขาจะต้องให้คุณทำบันทึกนี้ หรือที่เรียกว่า Time sheet กันเกือบจะทั้งนั้น และเชื่อสิ ถ้าคุณเคยทำมาก่อนนะ เวลาไปสัมภาษณ์งานคุณเอาไปคุยได้เลยว่าลง Time sheet ทุกครั้งสมัยทำโปรเจคตอนเรียน (ขี้โม้) 

3. ศึกษามาตรฐาน และเฟรมเวิร์คให้เข้าใจ 
ไม่ว่าคุณจะถนัดโปรแกรมไหน เขียนภาษาอะไร ส่วนใหญ่เฟรมเวิร์คมักจะไม่หนีกัน เพราะว่าส่วนมากจะประยุกต์มาจากหลักการของ Software engineering ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น CMM, ID5, fusebox ศึกษาสิ่งเหล่านี้ให้ถ่องแท้ รับรองจริงๆว่าคุณได้เปรียบแน่ๆครับ 

4. ฝึกทำความเข้าใจเอกสารเทคนิค 
เอกสารเทคนิคในการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นมีไม่ใช่น้อยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น UML, Scope of work, ER Diagram, Data dictionary, Functional structure, Test plan, etc เยอะแยะมากๆครับ ถ้าอยากได้เปรียบต้องศึกษาแต่เนิ่นๆ 

5. ฝึกทำงานเป็นทีม 
อันนี้สำคัญมาก ถ้าอยากเก่งคนเดียว ขอแนะนำให้ไปชกมวย หรือเล่นเทนนิส หรือตีกอล์ฟจะดีกว่า การพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นต้องอาศัยเป็นการทำงานเป็นทีมเพื่อจะบรรลุเป้าหมาย ต่างคนต่างมีหน้าที่ต่างกันไป บ้างก็คุม บ้างก็เขียนเสปก บ้างก็บ้าโค้ด บ้างก็บ้าทดสอบ แต่สุดท้ายก็หล่อหลอมรวมกันออกมาเป็นชิ้นงาน ทุกส่วนเสมือนฟันเฟืองของเครื่องจักรที่ต้องทำงานผสานกันเพื่อผลลัพท์อันดีเลิศ ตรงนี้สำคัญมากจริงๆครับ 

6. อันนี้ของแถมไม่ทำก็ได้แต่ถ้าทำได้จะดี 
ก็คือฝึกการใช้เครื่องมือต่างๆที่เกี่ยวข้อง ที่นอกเหนือจากเครื่องมือในการพัฒนาซอฟ์ทแวร์ ยกตัวอย่างเช่น Rational Rose ซึ่งจัดอยู่ในประเภท Integrated Development Environment (IDE), พวก Groupware ต่างๆ หรือที่เรียกกันว่าระบบ Collaboration ลองเลือกๆกันดูเถิดครับ แค่นี้ก็เยอะจนจำไม่ไหวแล้ว



[บทความแต่งขึ้นเมื่อ Jan,2007 โดย Rittichart S.]

Worst case ในที่นี้หมายความว่า ตกงานแบบไม่ได้วางแผน ไม่มีเงินเก็บ มีหนี้ ไม่อยากยืมเงินเพื่อน (เกรงใจ) ไม่อยากรบกวนพ่อแม่ (เสียฟอร์ม) มีหนี้ต้องจ่ายรายเดือน (ผ่อนบ้าน รถ บัตรเครดิต) ฯลฯ

 

อันดับแรกควรจะตั้งสติแล้วลงมือสำรวจทุนของตัวเองที่ยังเหลือโดยใช้สูตร

“ทุน=เงินสด+สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง”

ซึ่งอย่างหลังนี่สามารถจะเอาไปเปลี่ยนเป็นเงินสดได้รวดเร็ว เช่น ทีวี สร้อย แหวน นาฬิกา เป็นต้น หลังจากนั้นให้ประเมินรายจ่ายต่อเดือนที่จำเป็นและไม่จำเป็น ซึ่งอันนี้แต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่จำเป็นก็เช่น อาหาร ที่อยู่ สาธาระณูประโภคต่างๆ เช่น น้ำ ไฟฟ้า ที่ไม่จำเป็นก็เช่น พวกที่ต้องผ่อนต่างๆ อันนี้เอาพักไว้ก่อน ลองดูซิว่าไอ้รายจ่ายที่จำเป็นเนี่ย สามารถจะเอาทุนของเรามาจ่ายให้ Cover ได้ทั้งหมดกี่เดือน นั่นก็จะเป็นเป้าหมายที่เราจะต้องหางานใหม่ หรือหารายได้ใหม่ให้ได้ในเวลานั้นๆ

 

เอาละทีนี้กลับมาดูรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ให้ซอยแบ่งกลุ่มออกมาเป็นรายจ่ายที่สามารถเจรจาได้กับเจรจาไม่ได้ ที่เจรจาได้ก็พวกค่าผ่อนงวดต่างๆ งวดบ้าน งวดรถ บัตรเครดิต ผมว่าน่าจะเจรจาได้ทุกที่ (ส่วนตัวเคยเจรจาขอยืดเวลา ขอลดชั่วคราว มาบ้างครับ แต่ไม่ได้เคยทำมาทุกสถาบันหรอกนะ ไม่ได้หนี้ท่วมขนาดน้านนน) สำหรับกลุ่มที่เจรจาไม่ได้ หรือเจรจาลำบากนี่เอาพักไว้ก่อน

 

ถัดมา จำไว้ว่า “ตามหาเจ้าหนี้ อย่าให้เจ้าหนี้ตามหาคุณ” หนี้ต่างๆที่มี ให้ติดต่อเจ้าหนี้ให้หมดทุกราย บอกไปเลยว่าตกงาน กำลังรีบหางานใหม่อยู่ ไม่มีเจตนาจะเบี้ยว แต่อยากจะขอปรึกษาว่ามีหนทางอะไรที่จะบรรเทาตรงนี้ไปได้บ้าง ใช้ความจริงใจเข้าว่าครับ ไอ้ประเภท ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย เนี่ยถ้าคุณไม่ล้มบนฟูก หรือยังมีบอดี้การ์ดเต็มบ้านอยู่นี่ อย่าไปทำเลยครับ

 

เอาละเมื่อจัดการกับทุนและรายจ่ายเสร็จแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องจัดการเรื่องแหล่งรายได้ใหม่ มันก็อยู่ที่วิสัยทัศน์และความจำเป็นของแต่ละคนนะครับ อย่างน้อยก็พอจะทราบกันแล้วว่าตัวเองมีเวลาเหลือเท่าไหร่ จนกว่าจะหมดตัว… ข้อควรระวัง อย่าทำให้ตัวเองติด Black list ที่ไหนนะครับ ต่อไปในอนาคตจะลำบาก แต่อย่าไปฟังพวกคนทวงหนี้มันมากนะ พวกนี้เอะอะก็ติด black list ๆๆๆ จริงๆแล้วมันไม่ได้ติดง่ายขนาดนั้นหรอกครับ แต่ละสถาบันก็มีกฎกติกาต่างกันไป โทรถามพนักงานดีที่สุด อย่าไปถามพวกพนักงานทวงหนี้เลย ขอให้โชคดีครับทุกท่าน สุดท้ายนี้ผมมีข้อสรุปดีๆจากประสปการณ์ตกงานแบบ Worst case มาประมาณ 10 เดือนเต็มๆดังนี้

 

1. ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

2. พ่อแม่รักและพร้อมจะเข้าใจคุณเสมอ no matter what

3. เพื่อนแท้และญาติพี่น้องช่วยเราได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

4. ระวังอารมณ์ตัวเองในช่วงนี้ให้ดีๆ เพราะมีแนวโน้มจะเครียดมาก ขนาดหมาเห่ายังหันไปด่าบุพการีมันได้ คิดดู 555

5. ประหยัดเข้าไว้ (จากเคยกินแบล๊คกินเพนนโฟลด์ก็หันมากินเรดกินจาค๊อปครี๊กแทน อะโห….ส์)



[บทความแต่งขึ้นเมื่อ Jan,2006 โดย Rittichart S.]

บทความนี้ออกจะแหวกแนวไปจากที่ผู้เขียนเองเคยเขียนมาอยู่สักหน่อย จริงๆแล้วเหมือนเป็นการเล่าสู่กันฟังมากกว่า เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ผู้เขียนเองได้มีโอกาสได้บวชเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ที่วัดบางนา จังหวัดปทุมธานี ตอนนั้นผู้เขียนอายุได้สักสามสิบ และกว่าครึ่งหนึ่งของอายุขณะนั้น ผู้เขียนเองจะเรียกได้ว่านับถือศาสนาคริสต์ก็มิผิดนัก อย่างไรก็ดีจุดประสงค์หลักที่ผู้เขียนตัดสินใจบวชก็เพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดาและที่สำคัญที่สุดคือคุณย่าของผู้เขียนเอง

วันหนึ่งในขณะที่ยังบวชอยู่นั้น เข้าใจว่าเพิ่งจะบวชได้สักหนึ่งอาทิตย์ ผู้เขียนนั่งอยู่ในกุฏิคนเดียว นั่งอ่านหนังสือธรรมะ (จริงๆนะ) ใจมันก็ฟุ้งซ่านมาก คิดไปว่าอยากจะฉัน(กิน)ก๋วยเตี๋ยวร้านประจำ ที่ผู้เขียนชอบมากๆ คิดไปก็หิวไป ท้องก็ร้องแสบท้องไปหมด จึงนั่งคิดหาทางต่างๆนาๆว่าทำอย่างไรนะถึงจะได้ก๋วยเตี๋ยวร้านนั้นมาฉัน(กิน) ไอ้ครั้นจะให้ใครไปซื้อ วัดกับร้านก็อยู่ไกลกันหลายกิโลมากๆ (ร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่แถวๆประชาชื่น) ครั้นจะไปเอง ก็ไม่ไหว ยังห่มจีวรไม่ค่อยคล่องเกิดหลุดลุ่ยไปมันจะไม่งาม อีกอย่างเป็นพระก็ไม่น่าจะไปทำตัวรุ่มร่ามนอกวัดเลย นั่งหงุดหงิดอยู่นาน ท้องก็ร้องโครกคราก คิดไปว่าหรือเราจะโทรไปให้เพื่อนสนิทไปซื้อแล้วเอามาถวาย ก็มานั่งกังวลอีกว่าเป็นพระอยู่เรามิควรเอ่ยปากขอ รู้สึกเป็นทุกข์จริงๆ

ขณะนั้นเองก็มีเสียงกลองเพลดังขึ้น เสียงนี้หมายความว่าพระสงฆ์แต่ละรูปควรจะฉันอาหารให้เรียบร้อยภายในหนึ่งชั่วโมง หรือก่อนเที่ยงวันนั่นเอง หลังจากนั้นจะฉันอะไรไม่ได้อีกจนถึงวันรุ่งขึ้น ใจก็ยิ่งทุรนทุราย หิวก็หิว ไม่รู้จะทำอย่างไรดีถึงจะได้ก๋วยเตี๋ยวร้านอร่อยของเรามากิน หัวก็คิดไปตาก็พลางเหลือบไปเห็นห่อข้าวที่ได้จากบิณฑบาตร ในห่อนั้นมีข้าวสวยหนึ่งถุง กับแกงเผ็ดหน่อไม้ไก่อีกหนึ่งถุง ตอนนั้นก็คิดไปว่า เราฉันซะก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยคิดหาทางต่อ ไม่งั้นจะเลยเวลาเพล จึงหยิบถุงข้าวสวยมาแล้วเทแกงเผ็ดไก่ใส่ในถุงข้าว ไม่ได้มีพิธีรีตรอง หาชามหาจานเป็นเรื่องเป็นราวอะไรเพราะคิดไปว่าจะฉันพออิ่มแล้วค่อยคิดหาทางต่อ พอเทเสร็จสายตาเหลือบไปเห็น โธ่..แกงอะไรกันเนี่ยมีแต่หนังไก่สองชิ้น กับเศษเนื้อไก่ชิ้นเดียว นอกนั้นเป็นหน่อไม้ล้วนๆ ก็ยิ่งหงุดหงิดไปอีก แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องฉันอยู่ดีเพราะแสบท้องมาก ก็เลยลงมือฉัน อย่างเร็ว จะว่ามูมมามเลยก็ว่าได้ ข้าวหมดไปครึ่งถุง ท้องก็เริ่มอิ่ม หลังจากนั้น.. เอ๊ ท้องที่ปวดเมื่อกี้มันหายไปไหน .. ความอยากกินก๋วยเตี๋ยวร้านอร่อยของเรามันหายไปไหน ความหงุดหงิดเมื่อสักครู่นี้มันหายไปไหน..

แล้วผมก็เห็นสัจจะธรรมความจริงว่าความทุกข์ทรมานที่บังเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ล้วนมาจากความอยากของเราเอง เป็นจิตของเราเองที่เราเป็นผู้ปรุงแต่งมันขึ้นมา ถึงแม้ว่าผมจะไม่สามารถดับความอยากได้ด้วยตัวเอง ยังต้องใช้สิ่งอื่น นั่นคือข้าวกับแกงหน่อไม้นี้มาดับ แต่ว่ามันก็ทำให้ผมได้คิด เพื่อนๆครับ หลายครั้งที่เราปล่อยให้ความอยากของเรามาครอบงำตัวเรา ทำให้เกิดความทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ผมอยากจะสื่อให้ทุกๆท่านทราบว่า ขอให้ตั้งมั่นอยู่ในสติ รู้ตัวอยู่เสมอว่าเรากำลังเป็นอะไร กำลังจะทำอะไร ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานต่างกันขนาดไหน การรู้ผิดชอบชั่วดีนั้นทุกคนต้องมี อยู่ที่จะทำมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง



ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 965 other followers

%d bloggers like this: