เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 ผมตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง คล้ายๆหัวจะระเบิด แต่ก็ยังมีสติรู้ตัวอยู่ พยายามเดินไปดื่มน้ำและล้างหน้าให้สดชื่น แต่อาการปวดก็ไม่หายไปไหน พยายามล้มตัวลงไปนอนต่อแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถจะหลับได้เลยเพราะอาการปวดมันรุนแรงขึ้น จึงตัดสินใจปลุกภรรยาแล้วบอกเธอว่าจะขับรถไปโรงพยาบาล เวลาตอนนั้นประมาณตี1 แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเพราะภรรยาท้วงว่าไปตอนนี้ก็ไม่มีหมอเฉพาะทางอยู่ดี.. สุดท้ายไม่รู้จะทำอย่างไรจึงรออยู่จนเช้าถึงขับรถไปโรงพยาบาล โดยที่ผมยังสามารถขับรถได้เองเป็นปกติ จะมีก็แต่อาการอ่อนเพลียที่เพิ่มมากขึ้น ผมคิดเอาเองว่ามันคงจะเกิดขึ้นจากการอดนอน

ที่โรงพยาบาลเซ็นทรัลเยเนอรัลซึ่งเป็นที่ๆผมมาเป็นประจำ ผมได้พบกับคุณหมออายุรกรรมที่รักษาอาการความดันสูงของผมมาหลายปี คุณหมอตรวจเช็คร่างกายก็ดูเหมือนจะปกติดีจึงส่งต่อไปยังคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง ผมเริ่มรู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นป้ายชื่อหน้าห้องคุณหมอ เพราะจำได้ว่าเป็นหมอคนเดียวกันที่รักษาอาการเส้นเลือดในสมองแตกของคุณย่าและเส้นเลือดในสมองตีบของคุณพ่อผม .. การที่มีทั้งพ่อและย่าที่มีประวัติทางการแพทย์เกี่ยวกับสมองนั้นทำให้ผมรู้สึกกังวลมากขึ้น คุณหมอท่านนั้นทำการตรวจการรับรู้ตอบสนองทางประสาทต่างๆของผมก็เป็นปกติดี จึงส่งต่อให้ผมไปทำ CT Scan เพื่อดูความผิดปกติในสมอง ซึ่งผมต้องทำอยู่ถึงสองครั้งโดยที่พบเพียงร่องรอยคล้ายๆเลือดซึมเล็กน้อย แต่ตัวผมเองกลับรู้สึกแย่ลงเรื่อยๆรู้สึกทั้งเพลียหมดแรง สุดท้ายคุณหมอได้สั่งยาแก้ปวดและยาบำรุงและนัดให้กลับมาตรวจอีกภายใน5วัน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็จะต้องถูกแอ้ดมิทเพื่อตรวจโดยละเอียดต่อไป

249309_10151143445683005_1127020694_n

5วันที่อยู่บ้านผมมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ นอนอยู่บนเตียงแบบคนไม่มีเรี่ยวแรง ไม่อยากอาหาร ไม่อยากกินอะไรนอกจากน้ำเปล่าและผลไม้ และปวดฉี่ทุก2ชั่วโมง และที่แย่ที่สุดคืออาการปวดหัวมันยังอยู่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ตื่นนอนก็จะปวดทันทีทรมานมากๆ ผมนอนเหมือนคนที่ไม่เคยนอนมาก่อน ไม่สามารถทำอะไรขยับไปไหนได้จริงๆครับ รู้สึกทรมานมากจนครบ5วันกลับไปพบคุณหมอซึ่งตอนนี้ผมไม่สามารถขับรถได้เองต้องให้ภรรยาขับไปส่ง ระหว่างเดินไปที่ห้องตรวจผมมีอาการหน้ามึด พยาบาลวัดความดันพบว่าผมมีอาการความดันต่ำ ซึ่งผมคิดว่ามันผิดปกติมากเนื่องจากผมมีโรคความดันสูงเป็นโรคประจำตัวมาหลายปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาการปวดหัวได้หายไปแล้วและผมเองก็ยังรู้สึกตัวและทำอะไรได้ด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา มีการตอบสนองทางประสาทต่างๆเป็นปกติ และนั่นคงเป็นสาเหตุที่คุณหมอไม่ได้ติดใจสงสัยว่าจะมีเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตกแต่อย่างใด สุดท้ายผมก็ได้ยาบำรุงมาเพิ่มและกลับมาพักผ่อนที่บ้าน ผมไปๆกลับๆโรงพยาบาลอยู่ประมาณ3อาทิตย์ และมีอาการอ่อนเพลีย นอนทั้งวัน ไม่อยากอาหาร ทานแต่น้ำกับผลไม้ ฉี่บ่อย เป็นอย่างนี้อยู่ตลอด จนสุดท้ายผมรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เริ่มเปิดคอมพิวเตอร์เช็คอีเมล์ เริ่มโทรคุยงานกับเพื่อนร่วมงานได้ จึงตัดสินใจกลับไปทำงานตามปกติ ทั้งที่ยังรู้สึกไม่หายดี แต่ก็พยายามฝืนไป หลังจากกลับไปทำงานได้ไม่กี่วัน เย็นวันหนึ่งขณะที่กำลังขับรถออกจากที่ทำงานเพื่อไปรับลูกชายที่บ้านของคุณอาผมเกิดอาการใจสั่นและหน้ามึดจนต้องจอดรถข้างทางและโทรหาภรรยา แต่สุดท้ายก็ค่อยๆขับไปจนถึงลูกชายและนั่นก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยนที่รักษาและพยายามค้นหาหมอที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางจริงๆ

558969_10151182755508005_438520592_n

ผมได้รับคำแนะนำจากเพื่อนสนิทให้มาพบ นพ.ชนรัฐ เสถียร ซึ่งเป็นหมอทางด้านอายุรกรรมระบบประสาทที่โรงพยาบาลเวชธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนอยู่แถวลาดพร้าว ผมนำผลตรวจจากที่เดิมไปให้ดูและสุดท้ายก็ได้รับคำแนะนำให้ทำ MRI โดยผลออกมาพบว่ามีความผิดปกติที่บริเวณต่อมใต้สมองโดยที่มันมีขนาดใหญ่กว่าความเป็นจริง หลังจากนั้นคุณหมอก็อธิบายว่ามันมีความเป็นไปได้ที่จะมีเนื้องอก ควรที่จะตรวจเลือดเพื่อดูค่าฮอร์โมนต่างๆและทำ MRIซ้ำอีกรอบคราวนี้เน้นเฉพาะที่จุดต่อมใต้สมองนี้เลย ผมถูกส่งตัวไปพบคุณหมอทางด้านต่อมไร้ท่อเพื่อทำการตรวจเลือดและทำMRIซ้ำ ผลตรวจเลือกออกมาน่าตกใจมากเพราะระดับฮอร์โมนที่สำคัญๆหลายตัวของผมต่ำมากโดยเฉพาะฮอร์โมนคอติซอล และโทสเทสเตอโรนหรือฮอร์โมนเพศ คุณหมอบอกว่าการที่ฮอร์โมนทั้งสองต่ำมากขนาดนี้ทำให้มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดอาการช๊อกเพราะมันเป็นเหมือนกับฮอร์โมนชีวิต คอยกระตุ้นให้มีเรี่ยวแรงอะไรทำนองนี้ (ต่อมาภายหลังผมถึงมารู้อีกทีว่ามันเกี่ยวกับความสามารถในการรับความเครียดและความกดดันซึ่งผมได้สุญเสียตรงนี้ไปแล้วและมันมีผลกับการใช้ชีวิตปกติของผมมาก)

ถัดมาผลMRIรอบที่สองบอกว่ามีร่องรอยคล้ายจะมีถุงน้ำหรือซีสหรือเนื้องอกที่บริเวณต่อมใต้สมองและไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม มันได้เกิดการระเบิดมีเลือดออกและทำความเสียหายกับต่อมใต้สมอง ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงเมื่อกลางดึกคืนนั้น

จากนั้นผมก็ได้ถูกส่งตัวมาพบกับคุณหมอที่เชี่ยวชาญทางเกี่ยวกับต่อมใต้สมองโดยเฉพาะนั่นคือ คุณหมอเอก หังสสูต เข้าใจว่าเป็นแพทย์พิเศษที่เวชธานีครับ เมื่อเจอคุณหมอก็อธิบายว่าแม้ผลตรวจฮอร์โมนและMRIจะออกมาดังนี้ แต่ก็ไม่สามารถชี้ชัดไปได้ว่ามันเป็นเนื้องอกหรือซีสหรือถุงน้ำ และยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นเนื้อดีหรือร้ายถึงขั้นเป็นเซลมะเร็งหรือเปล่า ยกเว้นว่าจะผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อออกมา ผมถามคุณหมอเอกว่าเคสผมจำเป็นต้องผ่าหรือไม่ ก็ได้คำตอบมาว่ายังไม่น่าจะจำเป็นเพราะว่าก้อนเนื้อที่มีอยู่นั้นไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่จนทำอันตรายอวัยวะอื่นๆ เช่นประสาทตา แต่ว่ามันก็มีโอกาสที่จะโตขึ้นได้ ที่ดีควรที่จะเฝ้าระวังด้วยการทำMRIซ้ำอีกครั้งภายในระยะเวลา6เดือน ส่วนอาการอื่นๆที่มีผลมาจากการที่ต่อมใต้สมองถูกทำลายไปแล้วนั้นควรจะให้หมอทางด้านต่อมไร้ท่อดูแล

คุณหมอเอกเล่าว่ารักษาประจำอยู่ที่ รพ.รามาธิบดี และมีเคสผ่าตัดแบบนี้บ่อยมาก และแนะนำให้ผมลองไปดู VDO ที่คุณหมอเคยอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ มีทั้งหมด4ตอน ผมembedมาให้ด้านล่างครับ

… ยังมีเรื่องอีกเยอะ ไว้คราวหน้าจะมาต่อนะครับ ช่วงนี้งานเยอะขอตัวไปสะสางก่อน

Advertisements