Tips from real world experience

Category Archives: Inspiration


เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 ผมตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง คล้ายๆหัวจะระเบิด แต่ก็ยังมีสติรู้ตัวอยู่ พยายามเดินไปดื่มน้ำและล้างหน้าให้สดชื่น แต่อาการปวดก็ไม่หายไปไหน พยายามล้มตัวลงไปนอนต่อแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถจะหลับได้เลยเพราะอาการปวดมันรุนแรงขึ้น จึงตัดสินใจปลุกภรรยาแล้วบอกเธอว่าจะขับรถไปโรงพยาบาล เวลาตอนนั้นประมาณตี1 แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปเพราะภรรยาท้วงว่าไปตอนนี้ก็ไม่มีหมอเฉพาะทางอยู่ดี.. สุดท้ายไม่รู้จะทำอย่างไรจึงรออยู่จนเช้าถึงขับรถไปโรงพยาบาล โดยที่ผมยังสามารถขับรถได้เองเป็นปกติ จะมีก็แต่อาการอ่อนเพลียที่เพิ่มมากขึ้น ผมคิดเอาเองว่ามันคงจะเกิดขึ้นจากการอดนอน อ่านเพิ่มเติม



3คำสำหรับคนเราที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ในทุกๆวันคือ

  1. จะทำอะไร
  2. จะทำอย่างไร
  3. จะทำกับใคร

ถ้ามีวันไหนที่เราไม่สามารถตอบทุกๆคำถามนี้ได้นั่นหมายความว่าเรากำลังว่างงานครับ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณเองแล้วว่าการว่างงานคือสิ่งที่คุณต้องการสำหรับวันนั้นๆหรือไม่

Happy Everydayครับ

..มาตยา



มารในใจคือเสียงในตัวเราที่คอยชักนำเราไปในทางที่ผิด เช่นงานเครียดจังขอพักผ่อนกินเหล้ากับเพื่อนฝูงซักหน่อย หรือเมียขี้บ่นน่าเบื่อสุดๆไปลงอ่างแก้เครียดดีกว่า หรือเรื่องที่เกิดขึ้นง่ายกว่านั้นอย่างการแชร์หรือแสดงความเห็นในเชิงลบบนโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆเช่นด่าควายแดง,ด่าแมลงสาป,กล่าวหาพวกล้มเจ้า ฯลฯ ก่อให้เกิดการเกลียดชังซึ่งกันและกัน

มารในใจบางคนเสียงดังบางคนก็เบาๆ เปรียบเปรยไปก็เหมือนโรคเรื้อรัง ในวันที่เราอ่อนแอโรคก็จะทำให้เราป่วย แต่ในวันที่เราแข็งแรงเชื้อโรคนี้ก็จะซ่อนตัวอยู่อย่างใจเย็น รอวันที่เราจะอ่อนแรงอีกครั้ง

จะเห็นว่ามารในใจนั้นไม่เคยหายไปไหน ทางเดียวที่เราจะหลุดพ้นจากมันจึงไม่ใช่การหาทางกำจัดแต่เป็นการทำให้ตัวเราแข็งแรงอยู่เสมอต่างหาก ซึ่งสิ่งที่ว่านี้ก็คือการมีสติรู้ตัวอยู่ตลอด เช่นนี้แล..มารในใจก็จะถูกขังและไม่อาจออกมาแผลงฤทธิได้

..มาตยา



ปลายปีที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเมืองท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง สิ่งที่สังเกตุเห็นคือถนนแทบทุกสายจะมีร้านให้เช่ารถยนต์และมอเตอร์ไซค์ และผู้ที่มาเช่าส่วนมากน่าจะเป็นนักท่องเที่ยว และฤดูท่องเที่ยวมันก็ไม่ใช่ทั้งปี แต่ทำไมร้านเช่าจึงมีกันกลาดเกลื่อนขนาดนี้ ด้วยความสงสัย ประกอบกับเบื่อๆตลาดหุ้น ก็เลยลองตั้งโจทย์ว่า ถ้าใช้เงินเท่าๆกัน จะลงทุนอะไรดีที่เมืองนี้

อ่านเพิ่มเติม



  • ธุรกิจที่ยอดขายต่ำกว่า 1พันล้านบาทมีความเสี่ยงมาก เพราะจะมีเม็ดเงินไม่พอสำหรับแก้ตัวเมื่อเกิดข้อผิดพลาดใหญ่ๆ
  • เวลาเจรจาธุรกิจกับใคร ให้พยายามหาให้ได้ว่าเขาต้องการอะไร ถ้าเราให้ได้ก็ถือว่าการเจรจานั้นประสปความสำเร็จ
  • เมื่อลูกน้องทำพลาด หัวหน้าจะหนีความรับผิดชอบไม่ได้
  • ความผิดพลาดซ้ำๆกันที่เกิดจากการใช้กลยุทธแบบเดิมๆ แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนผู้บริหาร .. (อันนี้แอบแรงส์)
  • เม็ดเงินสำหรับทำการตลาดที่เหมาะสมอยู่ที่ 10%ของยอดขาย / แต่ไม่ใช่สำหรับสินค้าใหม่ ต้องอัดงบมากกว่านี้
  • ควรเตรียมเงินสำหรับเกษียณไม่ต่ำกว่า 100ล้านบาท จะทำให้มีเงินใช้ได้ประมาณละหมื่นซึ่งคงจะพอให้มีความสุขหลังเกษียณได้ และชีวิตการเป็นลูกจ้างอย่างเดียวคงไม่สามารถทำเงินก้อนนี้ได้


Blog นี้เขียนแบบคนไม่รู้ ไม่เข้าใจวิชาการการเกษตร ไม่รู้เรื่องเขตการค้าเสรีและผลกระทบอะไรทั้งสิ้น แต่เขียนขึ้นมาจากสิ่งที่สะท้อนมาจากชีวิตประจำวันครับ วันนี้ได้มีโอกาสไปเดินเลือกซื้อผักในซุปเปอร์มาร์เก็ตหรูแห่งหนึ่ง ซึ่งโดยส่วนมากมักจะซื้อผักตามตลาดสดมากกว่า และก็อย่างที่เห็นๆกัน ในตลาดสดมันไม่ได้มีป้ายบอกว่าผักนี้มันมีที่มาอย่างไร ก็ได้แต่หยิบๆเลือกๆใส่ตะกร้าคิดเงินใส่ถุงหิ้วกลับบ้าน ..

ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตสินค้าแต่ละชนิดมันจะมีฉลากบอกใช่ไหมครับ ว่ามันคืออะไร มีที่มาจากไหน สรรพคุณอย่างไร บลาๆๆ ก็วันนี้ไปเดินหาผักชีต้นหอม เดินไปที่แผนกผักสดเจอต้นหอมอยู่หลายถุง พลิกดูป้ายก็ตกใจเพราะเขียนว่าต้นหอมไทย แพคละ 29บาท ปรกติแค่นี้ซื้อตลาดก็ประมาณไม่เกิน 5-10บาทแน่นอน ก็ได้แต่นึกไปว่า เอาวะ ซุปเปอร์มาร์เก็ตหรูราคามันก็แบบนี้แหละ ก็เลยหยิบมา1ถุง แต่พอดูไปเรื่อยๆเจอกองต้นหอมแพคอีก หน้าตารูปร่างแพคเกจจิ้งไม่ต่างกันแต่ติดป้าย ต้นหอมจีน แพคละ12บาท …

อารมณ์ตอนนั้นมันคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ยังชอบทำกับข้าวเองบ่อยๆ ตอนนั้นจำได้อยู่ดีๆในตลาดก็หากระเทียมแบบกลีบเล็กๆที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆไม่ได้ มีแต่หัวใหญ่ๆ เคยสงสัยเลยถามแม่ค้าๆก็บอกว่า กลีบเล็กๆเป็นกระเทียมไทย หายากแล้วและก็แพง ที่เห็นกลีบใหญ่ๆนั่นนำเข้ามาจากจีน แต่แม่ค้าบอกว่ากลิ่นหอมฉุนสู้ของไทยไม่ได้หรอก … ด้วยความสงสัยก็เลยหามาเทียบกันจนได้และผลที่ได้คือ มันไม่เห็นจะต่างกันทั้งกลิ่นและรสชาด ที่ต่างคือของจีนจะแกะง่ายกว่าสะดวกดีด้วยซ้ำ

ต้นหอมไทยกลายเป็นของแพง ต้นหอมจีนถูกกว่า ไอ้เราก็ยังพยายามนึกในแง่ดี ของเรามันคงมีอะไรดีกว่าถึงกล้าขายแพงกว่าเขา ยืนพลิกๆดูทั้งสองแพคของไทยกับของจีน ไม่มีอะไรต่างกันสักนิดเดียว ของไทยจะเป็นแบบปลอดสารหรือก็ไม่ใช่ … แพคเกจจิ้งจะพรีเมี่ยมหรือก็ไม่ใช่ จริงอยู่ที่ perception ของคนส่วนมากจะคิดว่าของจีนนี่มันคุณภาพต่ำ แต่จะว่าไปของไทยก็ไม่ได้มีชื่อเสียงว่าคุณภาพสูงสักเท่าไหร่หรอกนะ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเป็นห่วงอนาคตของสินค้าเกษตรไทยจริงๆครับ จริงๆแล้วต้นหอมผักชี หรือผักต่างๆที่เราซื้อกินกันจากตลาดสดทุกวันนี้มันอาจจะมาจากจีนเกือบทั้งนั้นแล้วก็ได้นะ ก็เพราะที่ตลาดสดมันไม่มีป้ายบอกไง…

ในขณะที่เรามัวแต่แก้ปัญหาม้อปเกษตรกรกันทุกปีๆ นโยบายประกันราคาพืชผล เอาภาษีจากชนชั้นกลางไปอุ้ม แล้วก็ไปขายให้ผู้ส่งออกรายใหญ่ในราคาโคตรถูก มีการวาดฝันกันสวยหรูว่าเมืองไทยจะเป็นแหล่งผลิตอาหารโลก ฯลฯ .. เวลาที่เรามัวงมโข่งวนไปวนมาอยู่นี้ คนอื่นเขาไปไกลขนาดไหนแล้ว ลองคิดดูละกันว่ามันมาถึงต้นหอมกูแล้ว ใครจะไปรู้ถ้าขืนยังไม่มีกลยุทธแก้ไขเป็นรูปธรรม ต่อไปเราอาจจะต้องซื้อข้าวเวียตนามกินก็ได้นะ



วันนี้ระหว่างกำลังกูเกิ้ลข้อมูลอยู่ก็ได้ไปเจอลิ้งหนึ่งซึ่งพาไปยังเว็บไซต์ ThaiLIS ที่เก็บรวบรวมเอกสารเก่าๆหายากเอาไว้ แล้วก็ไปเจอหนังสือที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพของคุณทวด (พ่อของปู่) ในหนังสือมีประวัติของคุณทวดอยู่ ละเอียดพอควร ผมเองก็เพิ่งจะเคยเห็นได้อ่านก็วันนี้เอง เลยอยากจะเอามาแชร์ไว้ที่เว็บนี้ เผื่อลูกหลานหรือคนอื่นๆที่สนใจจะได้อ่านบ้างครับ

ประวัติ หม่อมราชวงศ์เล็ก ศิริวงศ์

หม่อมราชวงศ์เล็ก ศิริวงศ์ เกิควันอังคาร เดือน อุตราสาธ  แรม ค่ำ ปีเถาะสัปตศก จุลศักราช ๑๒๓๗ ตรงกัยวันที่ ๓๑ เดือนกรกฎาคม พระพุทธศักราช ๒๓๙๗ เป็นบุตรพระสัมพันธวงศ์เธอพระองค์เจ้าประเสริฐศักดิ์  มารคาซื่อหม่อมพริ่ง ( ราชนิกูลบางช้าง )ซึ่งเป็นหลานท่านเจ้าพระยาวงศาสุริยศักดิ์ (แสง) ที่สมุหพระกระลาโหม รัชกาลที่ เมื่ออายุหม่อมราชวงศ์ล็กได้ เดือน พระองค์เจ้าประเสริฐศักดิ์ผู้เปนบิดาได้ทรงนําไปพร้อมด้วยคอกไม้ธูปเทียนถวายตัวเป็นข้าในพระบาทสมเด็จ ๆพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตังแต่ยังทรงคํารงพระยศอยู่ในที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ได้เรียนหนังสือโทยอยู่ในสํานักพระญาณสมโพธิ (ตํา) พระราชาคณะวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เมื่อพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัสกาลที่   เสด็จทรงพระผนวซเณรประทับอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ไต้ตามเสด็จไปเรียนหนังสือขอมอยู่ในสำนักวัดนั้นด้วย

พรระพุทธศักราซ ๒๔๓๐ โกนจุกที่วังพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม พระยาทสมเด็จ ฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว เมือดำรงพระยศเป็นกรมขุนพินิตประชานาถ เสด็จพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์

เมือพระบาทสมเด็จ ฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ หม่อมราชวงศ์เล็ก ศิริวงศ์ ไค้เข้ารับราชการ ไห้รับพระราชทานเงิน  ซึ่งทรงพระมหากรุณาโปรคเกล้า พระราชทานให้แก่ข้าหลวงเดิม ๑๒๐ บาท และได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละ ๘๐ ขาท ครั้นต่อมาในพระพุทธศักราช ๒๔๑๓ อายูได้ ๑๖ปี ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นนายขัน หุ้มแพร นายยามมหาดเล็กเวรเดช ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มขึ้นเป็น ๑๐๐ บาท เมื่อพระพุทธศักราซ ๒๔๑๔ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มขึ้นอีกเป็น ๑๒๐ บาท กับเงินเดือนๆ ละ ๓๐ บาท ได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้า กรมหลวงจักรพรรดิพงศ์เสด็จไปทูลขอ หม่อมราชวงศ์หญิง แจ่มแจ้ง บุตรีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิตราภรณ์ ในพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส  แต่สมเด็จพระไปยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตน์ราชประยูร ( ซึ่งเรียกกันว่าทุลกระหม่อมแก้ว ) พระราชทานให้เป็นภรรยา ค่อมาในพระพุทธคักราช ๒๔๑๖ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็นนายจ่าเรศ เวรฤทธิ์ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มขึ้นเย็นปีละ ๑๖๐ บาท พระพุทธศักราซ์ ๒๔๑๗ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มขึนอีก ๘๐ บาทรวมเป็น ๒๔๐ บาท พระพุทธศักราช ๒๔๑๙ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็นหลวงนายฤทธิ์ นายเวรเครื่องขวา ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มขึ้นอีก ๔๐ บาท รวมเปน ๒๘๐ บาท และได้ทรงพระมหากรุณาให้เป็นนาคหลวง ทําขวัญที่พระะที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย อุปสมบทในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสตาราม จำพรรษาอยู่ณวัดราชบพิธ สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์เปนพระอุปัชญาย์ สมเด็จพระสังฆราช (สา ) เป็นพระกรรมวาจา ครั้นลาสิกขาแล้ว  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้เป็นเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ หัวหมื่นมหาดเล็ก ได้รับพระราชทานหีบหมากทองคํา, โต๊ะทองคํารองหีบ, กานํ้าเย็นทองคํา, กระบี่ด้ามเป็นรูปศีร์ษะนาคโกร่งฝักทองคํา เครื่องยศในตําแหน่งหัวหมื่น และได้รัยพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ภัทราภรณ์ และได้ตราต่างประเทศมงกุฎอิตาเลี่ยน และในพระพุทธศักราช ๒๔๒๕ นี้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ชั้น ตติยจุลจอมเกล้า และได้รับพระราชทานเงินเบี้ยหวัดเพิ่มขีนอีก ๔๐ บาท เป็น ๓๒๐ บาท เงินเดือนๆละ ๓๐ บาทตามเดิม พระพุทธศักราช ๒๔๒๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ออกไปรับคนสมัครเข้ารับราชการทหารที่มณฑลราชบุรี ได้รับพระราชทานยศทหารเปนนายพันโท รับพระราชทานเงินเดือนๆละ ๑๒๐ บาท และได้รับราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ในพระพุทธศักราช ๒๔๒๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรกเกล้า ให้เปนนายด้านรับผิดชอบจัดการรักษาพิพิธภัณฑ์ ( เนชั่นแนลเอสมีแช่น ) ในคราวครบรอบศตวรรษ ( ๑๐๐ ปี ) ไต้รับพระราชทานรางวัลเหรียญทองคําหนัก ๑๐ บาท มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระบรมราชเทวี (ซึ่งปรากฏพระนามในเวลานี้ว่า สมเด็จพระมาตุจฉาเจ้า พระบรมราชเทวี ) พระพุทธศักราช ๒๕๒๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปทรงนมัสการพระพุทธบาท ได้เป็นผู้บังคับบัญชาทหารตามเสด็จพระราชดำเนินคราวนั้น ครั้นไปถึงพระพุทธบาท ทหารได้เกิดวิวาทขึ้นกับราษฎร ทหารใช้ปืนยิงขิ้นไปบนไหล่เขาพระพุทธบาท นัด กระสุนปืนกระทบหน้าผาแล้วสะท้อนกลับตกลงในค่ายหลวง นายทหาร นายต้องรับพระราชอาญา และหม่อมราชวงค์เล็กซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามีความผิด

ฐานเลินเล่อต่อหน้าที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ยกออกเสียจากหน้าทีราชการ

พระพุทธศักราช ๒๔๓๐ ได้กลับเข้ารับราชการทหารเปนนายพันเอก ได้รับพระราชทานเงินเดือน ละ ๑๒๐ บาท แล้วได้ไปเปนผู้ช่วยเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี แม่ทัพไปปราบฮ่อเมื่องหลวงพระบาง ได้รับพระราชทานเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกเปนเดือนละ ๒๔๐ บาท

พระพุทธศักราช ๒๔๓๒  ได้ไปเป็นผู้ช่วยในการจําหน่ายฝิ่นทางลำนํ้าโขง ได้รับพระราชทานเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีก ๑๖๐ ปาท รวมเปนเดือนละ ๔๐๐ บาท

พระพุทธศักราช ๒๔๓๓ ได้เปนผู้ช่วยเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ข้าหลวงพิเศษปราบโจรผู้ร้ายทางมณฑลตะวันออก

พระพุทธศักราช ๒๔๓๔  ได้เปนแม่กองเก็บเงินอากรสวนใหญ่ ได้รับพระราชทานรายได้เปนส่วนลดร้อยละ จากจำนวนเงินที่เก็บใด้ และยังคงคําการจําหน่ายฝิ่น รับพระราชทานเงินเดืยน ละ ๔๐๐ บาทด้วยอีกแผนกหนึ่ง

พระพุทธศักราช ๒๔๔๐ บังเกิดโรคภัยเบียดเบียน มิสามารถจะรับราชการสนองพระเดชพระคุณตอไป จึงไค้กราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ราชการ ครั้นต่อมาในวันที่ ๑๒ สิงหาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๕ หม่อมราชวงศ์เล็ก ศิริวงศ์ ถึงแก่กรรมด้วยโรคชราอายูได้ ๖๘ ปี 

หม่อมราชวงศ์เล็ก ศิริวงศ์.มีภรรยา คน บุตรชาย หญิง ภรรยาคนแรก คือหม่อมราชวงค์หญิงแจ่มแจ้งมีบุตรี พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า พระราชทานนามว่าหม่อมหลวงหญิงพัวพัน เพราะทรงนับว่าเปนพระสัมพันธญาติอันใกล้ชิดในพระองค์ทั้ง๒ ฝ่าย คือหม่อมราชวงค์เล็ก ศิริวงศ์ เป็นหลานสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชชนนิพระพันปีหลวง และหม่อมราชวงค์หญิงแจ่มแจ้งก็เปนหลานพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส และหม่อมหลวงหญิงพัวพันผู้นี้ เปนหม่อมในหม่อมเจ้าอุดมดิเรกลาภ 

ภรรยาคนที่ ชื่อเจ้าแก่นคำ เจ้าลาวเมีองหลวงพระบาง มีบุตรี คน คือหม่อมหลวงหญิงสงวน, หม่อมหลวงหญิงรําจวน

ภรรยาคนที มีบุตร คน บุตรชายคนใหญ่ คือนายร้อยตรี หม่อมหลวงสุภาพ, นายร้อยตรี หม่อมหลวงถวิล, นักเรียนนายดาบ หม่อมหลวงครุณ, หม่อมหลวงซายโอภาส, หม่อมหลวงหญิงจรัส

ภรรยาคนที่ มีบุตร คน คือหม่อมหลวงหญิงแฉล้ม, หม่อมหลวงชายนระทิพ, หม่อมหลวงชายปราโมชย์, หม่อมหลวงชายประดิษฐ์ 

อ่านเพิ่มเติม



ในการทำหน้าที่บริหารในทุกระดับ สิ่งหนึ่งเลยที่จะต้องเจอก็คือการเจรจาต่อรองครับ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับลูกค้า, คู่ค้า, ส่วนงานอื่นๆในองค์กร หรือแม้แต่กับเจ้านายและลูกน้อง เอาเป็นว่าการเจรจาเนี่ยโดยแท้แล้วมันก็คือความพยายามในการทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากที่สุดนี่เอง ซึ่งจะว่าไปนะครับ มันก็ไม่ยากไม่ง่าย แต่ดูเหมือนจะเป็นอะไรที่คล้ายๆจะเห็นแก่ตัวเล็กน้อย ก็ลองคิดดูครับ ถ้าเราได้ประโยชน์มาก ก็คงต้องมีใครสักคน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์หรือได้น้อยลงไป .. อ่านเพิ่มเติม



จริงๆ concept ของ Long tail คุณ Cris Anderson นั้นก็ถูกเผยแพร่มานานพอสมควรแล้วตั้งแต่ปี 2004 นักบริหาร นักการตลาดส่วนใหญ่ก็คงจะเคยได้ยินหรือได้อ่านผ่านหูผ่านตามาบ้าง .. เรื่องของเรื่องคือไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสเสนอแผนธุรกิจให้กับบริษัทหนึ่งซึ่งผมเองก็ได้นำ concept ของ Long tail มาทำโมเดลการหารายได้ (Revenue model) ปรากฏว่าพี่ที่ช่วยรีวิวแผนให้นั้นได้บอกว่าเคยนำconcept Long tail นี้ไปนำเสนอต่อผู้บริหารแล้วโดนท้วงติงมาว่าไอ่หางยาวนี่มันคืออารายยย พอพี่เขาอธิบายไปก็ถูกย้อนกลับมาว่าก็จะมาบอกลองเทลๆให้เข้าใจยากทำไมก็บอกมาสิว่ามันก็คือขายของถูกเน้นขายจำนวนมากและการทำแบบนี้บนออนไลน์ทำให้สามารถขยายไปได้ไม่จำกัด .. จริงๆผมก็ขำอยู่นะในตอนแรก คือที่ว่ามานี่มันก็ใช่นะครับ แต่ก็ไม่ตรงเผงซะทีเดียว แต่ก็ไม่ถือว่าผิดหลักนะ ถือว่าเป็นการมองข้าม concept ของ Long tail แล้ว focus ไปที่การใช้งานจริงซะเลย …

Image file credit : http://itre.cis.upenn.edu/~myl/languagelog/archives/002682.html



เห็นข้อความบน twitter และ facebook ในช่วงนี้ทั้งจากเพื่อนสนิท เพื่อนไม่สนิท เพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ เพื่อนร่วมงาน และอีกสารพัดที่ผ่านตาเข้ามา บอกได้อย่างนึงว่าทุกๆคนเหมือนจะลืมไปว่าการเหน็บแนมให้เจ็บแสบทำให้ดูเหมือนว่าคนอื่นโง่เซ่อบ้างมงายไม่ลืมหูลืมตา หรือบางทีก็เปรียบเทียบคนให้เป็นควายไปซะฉิบ ข้อความเหล่านี้นั้นมันอาจจะทำให้คนที่คิดเห็นไม่ตรงกันเกิดความเคืองใจขึ้นมาโดยที่ผู้ส่งข้อความเหล่านั้นเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่เขียนขึ้นเพื่อระบายความรู้สึกส่วนบุคคลนั้นออกมา บางครั้งเราก็ลืมไปว่าในจำนวนคนที่เห็นข้อความของเราก็มีเพื่อนสนิท หรือคนที่เรารู้สึกดีๆด้วย แต่เขาเหล่านั้นอาจจะคิดต่างจากเราก็ได้นะ .. สุดท้ายสิ่งที่เราระบายออกมาก็ไม่ได้ทำหน้าที่อะไรเลยนอกจากทำให้ความรู้สึกดีๆต่อกันมันลดลง หรือมากไปกว่านั้นก็ถึงขั้นยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขึ้นเลยทีเดียว

มันจำเป็นหรือในสังคมที่เราต้องตาต่อตาฟันต่อฟัน .. เค้าทำได้เราก็ทำได้ ถ้าลูกชายผมเข้าเรียนป.1แล้วมาบอกผมว่าอยากได้iPhone6GSเพราะเพื่อนมีกันหมดผมก็จะบอกเค้าว่าถ้าเพื่อนทุกคนไปโดดตึกตายกันหมดลูกจะต้องไปกระโดดไหม ..

Blog นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากพี่เจิด



%d bloggers like this: