Tips from real world experience

Category Archives: Online Marketing


การได้มาทำงานในบริษัทใหญ่ๆก็มีข้อดีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือทำให้เราได้ลองทำในสิ่งที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิม และการสอบ Google Advertising Professional (GAP) ก็เป็นอีกหนึ่งประสปการณ์ที่ผมได้รับจากการทำงาน ซึ่งจริงๆแล้วผมเองนั้นได้เคี่ยวเข็นฉุดกระชากลากถูน้องๆในแผนกที่ดูแลรับผิดชอบ Adwords ให้ลองไปสอบดู จะกลัวอะไร บริษัทก็ออกค่าสอบให้ แล้วตัวเองก็ได้ความรู้อีกด้วย … น้องเขาคงงานยุ่งมาก -_-‘ จนไม่ไปสอบสักที สุดท้ายเลยตัดสินใจลงสนามเองก็ได้ฟะ เผื่อเราสอบผ่านจะได้มีpowerไปบอกน้องๆได้ดีกว่า ไม่ใช่จะสักแต่สั่งๆแต่ตัวเองก็ทำไม่ได้ (อันนี้เดาว่าไอ่น้องมันคงจะคิดแบบนี้)

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าผมเองนั้นเคยเล่น Adwords แค่ผ่านๆครับ เคยใช้กับธุรกิจของที่บ้านมาบ้าง สำหรับที่บริษัทก็จะเป็นคนคอยไกด์ให้น้องๆทำซะมากกว่า ดังนั้นอะไรที่ลึกๆมากผมก็ไม่รู้หมดหรอก แต่ก็เอาละลองดู .. อันดับแรกเลยครับไอ่ GAP เนี่ยมันมี 2 ระดับคือแบบส่วนบุคคลหรือ Qualified Individual กับแบบองค์กรหรือ Qualified Company ที่ผมสอบคือแบบแรกครับ

จะสอบ GAPแบบ Individual ได้เนี่ยคุณจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ Google เขากำหนดมาก่อนนั่นก็คือ

  1. มีบัญชี Adwords และต้องบริหารบัญชี Adwords อย่างน้อย1บัญชีใน My Client Center (MCC) มาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า90วัน
  2. ต้องบริหารงบโฆษณาบน Adwords มาไม่น้อยกว่า 1,000เหรียญ (US) ในระยะเวลา 90วัน
  3. ต้องสอบ GAP ผ่าน ค่าสอบ 50เหรียญ(US)

Google Adwords Professional อ่านเพิ่มเติม

Advertisements


จริงๆก็ไม่ได้เป็น expert ทางด้าน SEO หรือ Search engine optimization สักเท่าไหร่ ก็ศึกษาไว้บ้างครับ เรียนไปรู้มาก็เลยอยากมาแบ่งปันกันบ้างว่า ไอ้ที่ทำเว็บกันมานั้น มันมีอะไรที่ไม่ควรจะทำบ้าง ถ้าต้องการให้การทำ SEO ประสปผลสำเร็จ ซึ่งก็คือเว็บของคุณขึ้นอันดับที่ดีในคำค้นหาหรือ keyword ที่คุณต้องการบนเสิร์ชเอ็นจิ้นต่างๆ อย่าต่างๆเลย ก็กูเกิ้ลนั่นแหละที่คนส่วนมากอยากขึ้นกัน..  มาดูกันเลย อ่านเพิ่มเติม



วันนี้ขณะที่กำลังประชุมกับน้องๆทีม Online Marketing เพื่อถามความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนการตลาดของเว็บไซต์ที่แต่ละคนดูแลอยู่สำหรับไตรมาสนี้ ได้สังเกตุเห็นว่าน้องๆนักการตลาดรุ่นใหม่ๆนี้ไอเดียค่อนข้างเยอะ มีทั้งที่เจ๋งและจอดปะปนกันไป แต่ที่รู้สึกว่าขาดไปและจำำหรับผมในฐานะคนที่จะต้องบริหารและจัดการในองค์รวมก็คือ การวางแผนที่ดี น้องๆเหล่านี้ไอเดียบรรเจิดมาก แต่ทุกอย่างลอยฟุ้งอยู่ในมหาสมุทรแห่งความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน (คำเท่ห์มากมาย) ผมเลยได้โอกาสแนะนำน้องๆเหล่านี้ถึงวิธีการวางแผนที่ดี เพื่อที่จะได้นำไอเดียเจ๋งๆเหล่านั้นมาคัดกรอง และนำไปใช้ให้ตรงประเด็น และเกิดผลจริง.. เลยอยากจะนำคำแนะนำนี้มาบันทึกไว้ด้วยเผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆต่อไป อ่านเพิ่มเติม



[บทความแต่งขึ้นเมื่อ Dec,2005 โดย Rittichart S.]

ความมุ่งหวังในการสร้างเว็บไซต์ของบริษัทห้างร้านต่างๆ ไปจนถึงหน่วยงานราชการ หรือธุรกิจข้ามชาตินั้น ผู้เขียนคิดว่าคงจะมีความมุ่งหวังต่างกันไป บ้างก็อยากจะสร้างภาพลักษณ์ บ้างก็ต้องการจะกระตุ้นการรับรู้ กระตุ้นรายได้ ร้อยแปดพันเก้า ทั้งนี้ทั้งนั้น หนึ่งในนั้น ผู้เขียนคาดว่าน่าจะต้องมีความต้องการที่จะให้มีผู้ชม เข้ามาชมกันเยอะๆ เพราะว่าจำนวนผู้เข้าชมนั่นเองที่จะเป็นพื้นฐานสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการขายโฆษณาในเว็บไซต์ ก็ต้องมีฐานผู้ชมไปโชว์ศักยภาพให้กับผู้ซื้อโฆษณา หรือจะขาขของบนเว็บไซต์ แน่นอนถ้าไม่มีคนมาชม จะขายใคร เปรียบเหมือนกับห้างสรรพสินค้าร้างก็ไม่ปาน

เอาละ การที่จะเพิ่มจำนวนผู้ชมเนี่ยมีหลายวิธีมาก มากจริงๆ กรรมวิธีต่างๆ การนำเอาเท็คโนโลยีใหม่ๆ การใช้การตลาด โปรโมชั่น สารพัดจะเอามาใช้กัน รวมถึงวิชามารก็มาก แต่ทีนี้ เวลาเราจะคิดหาวิธีที่จะใช้นี่สิ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ใช้วิธีไหน จะโดนใจ ตรงจุด เหมาะเจาะ เป๊ะพ่อ มากที่สุด คำตอบคือ .. ไม่รู้ แล้วผู้เขียนก็คาดว่าส่วนใหญ่ก็ยังทู่ซี๊ทำๆกันทั้งๆที่ไม่รู้ ก็ซื้อแบนเนอร์โฆษณา ประกาศชื่อเว็บไปเรื่อย ไม่ก็ซื้อคีย์เวิร์ด ลงทะเบียนเสริช์เอ็นจิ้น เรียกว่า หว่านกันไป สมมุติว่าคุณต้องการคนเข้ามาดูเว็บสักวันละพันแล้วกัน ไม่มากไม่มาย ลงทุนไปซื้อแบนเนอร์ที่เว็บไซต์ยอดนิยม คุณคิดว่าเขาสามารถการันตีได้หรือไม่ว่าจะมีคนเข้ามาแน่ๆวันละพัน หรือไม่ถึงจะเข้ามาจริงวันละพัน คนที่เข้ามานั้น ทำประโยชน์อะไรให้ตรงตามเป้าหมายของเว็บไซต์คุณหรือไม่

ที่ร่ายมาทั้งหมดนี้แค่ต้องการอยากจะให้ข้อคิดว่า ขอให้วิเคราะห์ให้ดีๆก่อนที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการใช้ e-marketing ใดๆ ซึ่งวิธีการวิเคราะห์นั้นก็ง่ายๆแสนง่าย และเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็มีวัตถุดิบพร้อมอยู่แล้วสำหรับการวิเคราห็ นั่นก็คือสถิติต่างๆของเว็บไซต์นั่นเอง บางครั้งเราอาจจะละเลยสถิติพวกนี้ไป หรือไม่ก็เอาไว้ดูเล่นๆ สนุกๆ ซึ่งในความเป็นจริงๆแล้วข้อมูลเหล่านี้นั้นมีค่ามากๆ ผู้เขียนจะลองเอาสถิติของเว็บไซต์ webganzter.com มาวิเคราะห์กันดูสักหน่อย

จาก Chart ข้างบนเราจะเห็นว่า จำนวนผู้เข้าชมที่เป็น Unique คือผู้ชมจริงๆประมาณเป็นคนๆ ดูจะสวนทางกับจำนวน Page view หรือจำนวนหน้าในเว็บไซต์ที่ถูกเปิดดู เดือนไหนคนเข้าน้อย จะมีการเปิดดูหน้าต่างๆในเว็บเยอะ แต่เดือนไหนมีคนเข้ามาดูเพิ่มขึ้นเยอะ กลับมีจำนวนหน้าที่ถูกเปิดดูน้อยลง ซึ่งความจริงแล้วมันน่าจะไปในทางเดียวกัน แหมชักจะน่าสงสัย เพราะอะไรถึงเป็นฉะนี้หนอ เอ..หรือจะเกี่ยวกับกลุ่มของคนที่เข้ามาชมที่มีพฤติกรรมไม่เหมือนกัน งั้นลองมาวิเคราะห์เจาะดูเป็นรายวัน เอาตัวอย่างสักสามเดือนแล้วกันนะครับ เลือกไตรมาศที่ 3 ก็แล้วกัน เป็นเดือน July – September

จาก Chart ก็พอจะเห็นได้ว่า ถ้าดูแบบรายวันการขึ้นลงของเส้นกร้าฟทั้งสองค่านั่น ก็ไปในแนวเดียวกันค่อนข้างมาก สรุปได้ว่าถ้าดูแบบรายวัน ยิ่งคนเข้ามาก จำนวนหน้าในการเปิดดูก็มากด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่ปกติ ดังนั้นเราอาจจะสรุปได้ว่า จำนวนคนเข้าชมต่อวันไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักของที่ทำให้ Chart แรกดูสวนทางกันชัดเจนแบบนั้น

หลังจากที่ผู้เขียนลองวิเคราะห์หาสาเหตุกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการแยกตามผู้ชมตามประเทศ ตามโฮส ฯลฯ หรือเรียกอีกอย่างนึงว่า พยายามแบ่ง Segment ของผู้เข้าชม แล้วค่อยๆวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง สุดท้ายก็มาเจอข้อมูลเด็ด

Chart ข้างบนนี้นั้นเป็ นการ Segment ผู้เข้าชมจากแหล่งที่มา นำมาเปรียบเทียบกับ Unique visitors และ Page view. Direct คือผู้ชมที่พิมพ์ URL เข้ามาตรงๆ หรือว่าเข้ามาจากทาง Bookmark, Search engine คือผู้ชมที่มาชมเว็บไซต์โดยการคลิ้กลิ้งค์จากเว็บค้นหาข้อมูลต่างๆเช่น Google หรือ Yahoo, Others website นั้นคือเว็บไซต์ทั่วไปที่ได้ทำการลิ้งค์มาถึงเว็บ webganzter.com และสุดท้าย Internal link คือการลิ้งค์ข้อมูลกันภายในเว็บไซต์ จากหน้าหนึ่งไปสู่หน้าหนึ่งนั่นเอง เอาละถ้าดูตาม Chart เราพอจะได้สมมุติฐานเป็นข้อๆดังนี้

  1. จำนวน Page view จะเพิ่มขึ้น หรือลดลง ตามการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของจำนวน Internal link และ Direct
  2. การเพิ่มขึ้นของผู้ชมที่เข้ามาผ่าน Search engine และ Others website ไม่มีผลกับการเพิ่มหรือลดของจำนวน Page view
  3. จำนวน Unique visitor จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น มีความสัมพันธ์กับจำนวนของผู้ที่เข้ามาผ่านทาง Search engine และ Others website

นี่เป็นแค่ข้อสมมุติฐานจากสถิตินะครับ หลังจากนั้นเราก็สามารถนำสมมุติฐานไปลองพิสูจน์ดูก็ได้ ต่อไปจะเป็นตัวอย่างการทดสอบสมมุติฐาน

ต่อไปเราจะลองมาดูว่า เอาสถิติมาทำการทดลองสนุกๆดู โดยที่ผู้เขียนจะพิสูจน์สักหน่อยว่า คำที่ว่า ถ้าอยากจะตกปลา ก็ต้องไปที่ๆมีปลา มันจะจริงแท้ประการใดหนอ โดยจะลองใช้ตัวอย่างจากหน้าเว็บที่ได้รับความนิยมสูงสุดซึ่งจะขอเรียกว่า “ หน้านิยม ” และหน้าที่จะใช้ทดลองเปรียบเทียบจะขอเรียกต่อไปว่า “ หน้าเปรียบเทียบ ”

จาก Chart จะเห็นว่า “ หน้านิยม ” นั้นมีผู้เข้าชมค่อนข้างมากอยู่แล้ว ซึ่งก็เกิดจากการนำลิงค์ของหน้านี้ตรงๆไปฝากไว้กับ Search engine เช่น Google ไว้ก่อนหน้าแล้ว ในขณะที่ “ หน้าเปรียบเทียบ ” นั้นไม่ได้นำลิงค์ไปฝากไว้กับ Search engine จึงมีผู้เข้ามาชมน้อย ดังนั้นจึงทำการนำลิงค์ของหน้าเปรียบเทียบไปลงใน Search engine ต่างๆ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ประมาณกลางๆเดือน June 05 ซึ่งก็ได้ทำให้มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นในเดือนถัดๆมาเป็นลำดับ อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นนั้นเป็นไปในลักษณะเพิ่มแล้วคงที่ จะสังเกตได้ว่า การเพิ่มขึ้นจะขึ้นมาถึงจุดสูงสุดประมาณกลางเดือน July 05 และเริ่มทรงตัว ในขณะที่หน้านิยม นั้นอัตราการเพิ่มขึ้นนั้นอยู่ในภาวะ การทรงตัวมาตลอด ดังนั้นผู้เขียนจึงทำการ ทดลองทฤษฎีที่ว่า “Fish where there is fish” นั่นคือ ถ้าจะตกปลา ก็ต้องไปที่ๆมีปลา (ผู้เขียนได้ยินคำนี้มาจากหนังอะไรสักอย่าง จำไม่ได้แล้ว) ดังนั้นในเมื่อเราไปตกปลาที่มหาสมุทร Search engine แล้วได้ปลามาจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะว่ามหาสมุทรมันกว้างใหญ่เหลือเกิน สำนวนผู้เขียนเชยดีไหม ดังนั้นชาวประมง เอ้ยเจ้าของเว็บไซต์อย่างผู้เขียนก็เลยคิดจะหันหลังกลับมาตกในบ่อของตัวเองดูบ้าง มองไปมองมา อ้าวในบ่อเราก็เห็นจะมีแหล่งปลาชุม “ หน้านิยม ” นี่แหละที่ดูเหมือนจะมีปลาเยอะ ผู้เขียนเลยทำการลิ้งค์สองหน้านี้เข้าหากันในช่วงกลางๆเดือน Sep 05 ผลปรากฏว่า เกินคาด ยอดผู้เข้าชม “ หน้าเปรียบเทียบ ” พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แซงแชมป์เก่า “ หน้านิยม ” ไปขาดกระจุย มิหนำซ้ำ ยังไปฉุดลากให้จำนวน Page view รวมพุ่งขึ้นอีกต่างหาก ไม่หยุดเท่านี้ ผู้เขียนเองอยากจะสำทับลงไปให้แน่ใจว่าสมมุติฐานนี้มันจริง ผู้เขียนจึงทำการถอดลิ้งค์ออกจากกันในช่วงกลางเดือน Oct 05 ตามคาดครับ จำนวนผู้เข้าชม “ หน้าเปรียบเทียบ ” ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ จนใจหาย เลยต้องรีบนำลิ้งค์กลับเข้าไปอยู่เหมือนเดิม แล้วผู้ชมก็กลับมา ด้วยประการนี้เอย

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เพื่อมุ่งหวังที่จะให้เกิดไอเดีย ไม่มากก็น้อย กับการคิดจะใช้แผนการตลาดใดๆก็ตามกับเว็บไซต์ ลองวิเคราะห์ดูเสียก่อน แล้วจะเข้าใจมากขึ้นว่า ควรจะใช้อะไร ใช้แบบไหน ใช้กับใคร ใช้ที่ไหน ใช้อย่างไร ฯลฯ ดีกว่าโปรยแบนเนอร์ไปตามเว็บดังๆไปเรื่อยๆ หรือทำแคมเปญเล่นเกมส์ชิงรางวัล แบบไร้ทิศทาง ขอขอบคุณ http://awstats.sourceforge.net/ สำหรับโปรแกรมอ่านข้อมูลสถิติดีๆครับ



%d bloggers like this: