Tips from real world experience

น่าเป็นห่วงสินค้าเกษตรของไทย


Blog นี้เขียนแบบคนไม่รู้ ไม่เข้าใจวิชาการการเกษตร ไม่รู้เรื่องเขตการค้าเสรีและผลกระทบอะไรทั้งสิ้น แต่เขียนขึ้นมาจากสิ่งที่สะท้อนมาจากชีวิตประจำวันครับ วันนี้ได้มีโอกาสไปเดินเลือกซื้อผักในซุปเปอร์มาร์เก็ตหรูแห่งหนึ่ง ซึ่งโดยส่วนมากมักจะซื้อผักตามตลาดสดมากกว่า และก็อย่างที่เห็นๆกัน ในตลาดสดมันไม่ได้มีป้ายบอกว่าผักนี้มันมีที่มาอย่างไร ก็ได้แต่หยิบๆเลือกๆใส่ตะกร้าคิดเงินใส่ถุงหิ้วกลับบ้าน ..

ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตสินค้าแต่ละชนิดมันจะมีฉลากบอกใช่ไหมครับ ว่ามันคืออะไร มีที่มาจากไหน สรรพคุณอย่างไร บลาๆๆ ก็วันนี้ไปเดินหาผักชีต้นหอม เดินไปที่แผนกผักสดเจอต้นหอมอยู่หลายถุง พลิกดูป้ายก็ตกใจเพราะเขียนว่าต้นหอมไทย แพคละ 29บาท ปรกติแค่นี้ซื้อตลาดก็ประมาณไม่เกิน 5-10บาทแน่นอน ก็ได้แต่นึกไปว่า เอาวะ ซุปเปอร์มาร์เก็ตหรูราคามันก็แบบนี้แหละ ก็เลยหยิบมา1ถุง แต่พอดูไปเรื่อยๆเจอกองต้นหอมแพคอีก หน้าตารูปร่างแพคเกจจิ้งไม่ต่างกันแต่ติดป้าย ต้นหอมจีน แพคละ12บาท …

อารมณ์ตอนนั้นมันคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ยังชอบทำกับข้าวเองบ่อยๆ ตอนนั้นจำได้อยู่ดีๆในตลาดก็หากระเทียมแบบกลีบเล็กๆที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆไม่ได้ มีแต่หัวใหญ่ๆ เคยสงสัยเลยถามแม่ค้าๆก็บอกว่า กลีบเล็กๆเป็นกระเทียมไทย หายากแล้วและก็แพง ที่เห็นกลีบใหญ่ๆนั่นนำเข้ามาจากจีน แต่แม่ค้าบอกว่ากลิ่นหอมฉุนสู้ของไทยไม่ได้หรอก … ด้วยความสงสัยก็เลยหามาเทียบกันจนได้และผลที่ได้คือ มันไม่เห็นจะต่างกันทั้งกลิ่นและรสชาด ที่ต่างคือของจีนจะแกะง่ายกว่าสะดวกดีด้วยซ้ำ

ต้นหอมไทยกลายเป็นของแพง ต้นหอมจีนถูกกว่า ไอ้เราก็ยังพยายามนึกในแง่ดี ของเรามันคงมีอะไรดีกว่าถึงกล้าขายแพงกว่าเขา ยืนพลิกๆดูทั้งสองแพคของไทยกับของจีน ไม่มีอะไรต่างกันสักนิดเดียว ของไทยจะเป็นแบบปลอดสารหรือก็ไม่ใช่ … แพคเกจจิ้งจะพรีเมี่ยมหรือก็ไม่ใช่ จริงอยู่ที่ perception ของคนส่วนมากจะคิดว่าของจีนนี่มันคุณภาพต่ำ แต่จะว่าไปของไทยก็ไม่ได้มีชื่อเสียงว่าคุณภาพสูงสักเท่าไหร่หรอกนะ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเป็นห่วงอนาคตของสินค้าเกษตรไทยจริงๆครับ จริงๆแล้วต้นหอมผักชี หรือผักต่างๆที่เราซื้อกินกันจากตลาดสดทุกวันนี้มันอาจจะมาจากจีนเกือบทั้งนั้นแล้วก็ได้นะ ก็เพราะที่ตลาดสดมันไม่มีป้ายบอกไง…

ในขณะที่เรามัวแต่แก้ปัญหาม้อปเกษตรกรกันทุกปีๆ นโยบายประกันราคาพืชผล เอาภาษีจากชนชั้นกลางไปอุ้ม แล้วก็ไปขายให้ผู้ส่งออกรายใหญ่ในราคาโคตรถูก มีการวาดฝันกันสวยหรูว่าเมืองไทยจะเป็นแหล่งผลิตอาหารโลก ฯลฯ .. เวลาที่เรามัวงมโข่งวนไปวนมาอยู่นี้ คนอื่นเขาไปไกลขนาดไหนแล้ว ลองคิดดูละกันว่ามันมาถึงต้นหอมกูแล้ว ใครจะไปรู้ถ้าขืนยังไม่มีกลยุทธแก้ไขเป็นรูปธรรม ต่อไปเราอาจจะต้องซื้อข้าวเวียตนามกินก็ได้นะ

ประวัติคุณทวด จมื่นศรีสรรักษ์ มรว.เล็ก ศิริวงศ์ (คุณพระนายศรีเล็ก)


วันนี้ระหว่างกำลังกูเกิ้ลข้อมูลอยู่ก็ได้ไปเจอลิ้งหนึ่งซึ่งพาไปยังเว็บไซต์ ThaiLIS ที่เก็บรวบรวมเอกสารเก่าๆหายากเอาไว้ แล้วก็ไปเจอหนังสือที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพของคุณทวด (พ่อของปู่) ในหนังสือมีประวัติของคุณทวดอยู่ ละเอียดพอควร ผมเองก็เพิ่งจะเคยเห็นได้อ่านก็วันนี้เอง เลยอยากจะเอามาแชร์ไว้ที่เว็บนี้ เผื่อลูกหลานหรือคนอื่นๆที่สนใจจะได้อ่านบ้างครับ

ประวัติ หม่อมราชวงศ์เล็ก ศิริวงศ์

หม่อมราชวงศ์เล็ก ศิริวงศ์ เกิควันอังคาร เดือน อุตราสาธ  แรม ค่ำ ปีเถาะสัปตศก จุลศักราช ๑๒๓๗ ตรงกัยวันที่ ๓๑ เดือนกรกฎาคม พระพุทธศักราช ๒๓๙๗ เป็นบุตรพระสัมพันธวงศ์เธอพระองค์เจ้าประเสริฐศักดิ์  มารคาซื่อหม่อมพริ่ง ( ราชนิกูลบางช้าง )ซึ่งเป็นหลานท่านเจ้าพระยาวงศาสุริยศักดิ์ (แสง) ที่สมุหพระกระลาโหม รัชกาลที่ เมื่ออายุหม่อมราชวงศ์ล็กได้ เดือน พระองค์เจ้าประเสริฐศักดิ์ผู้เปนบิดาได้ทรงนําไปพร้อมด้วยคอกไม้ธูปเทียนถวายตัวเป็นข้าในพระบาทสมเด็จ ๆพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตังแต่ยังทรงคํารงพระยศอยู่ในที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ได้เรียนหนังสือโทยอยู่ในสํานักพระญาณสมโพธิ (ตํา) พระราชาคณะวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เมื่อพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัสกาลที่   เสด็จทรงพระผนวซเณรประทับอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ไต้ตามเสด็จไปเรียนหนังสือขอมอยู่ในสำนักวัดนั้นด้วย

พรระพุทธศักราซ ๒๔๓๐ โกนจุกที่วังพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม พระยาทสมเด็จ ฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว เมือดำรงพระยศเป็นกรมขุนพินิตประชานาถ เสด็จพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์

เมือพระบาทสมเด็จ ฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ หม่อมราชวงศ์เล็ก ศิริวงศ์ ไค้เข้ารับราชการ ไห้รับพระราชทานเงิน  ซึ่งทรงพระมหากรุณาโปรคเกล้า พระราชทานให้แก่ข้าหลวงเดิม ๑๒๐ บาท และได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละ ๘๐ ขาท ครั้นต่อมาในพระพุทธศักราช ๒๔๑๓ อายูได้ ๑๖ปี ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นนายขัน หุ้มแพร นายยามมหาดเล็กเวรเดช ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มขึ้นเป็น ๑๐๐ บาท เมื่อพระพุทธศักราซ ๒๔๑๔ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มขึ้นอีกเป็น ๑๒๐ บาท กับเงินเดือนๆ ละ ๓๐ บาท ได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้า กรมหลวงจักรพรรดิพงศ์เสด็จไปทูลขอ หม่อมราชวงศ์หญิง แจ่มแจ้ง บุตรีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิตราภรณ์ ในพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส  แต่สมเด็จพระไปยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตน์ราชประยูร ( ซึ่งเรียกกันว่าทุลกระหม่อมแก้ว ) พระราชทานให้เป็นภรรยา ค่อมาในพระพุทธคักราช ๒๔๑๖ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็นนายจ่าเรศ เวรฤทธิ์ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มขึ้นเย็นปีละ ๑๖๐ บาท พระพุทธศักราซ์ ๒๔๑๗ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มขึนอีก ๘๐ บาทรวมเป็น ๒๔๐ บาท พระพุทธศักราช ๒๔๑๙ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็นหลวงนายฤทธิ์ นายเวรเครื่องขวา ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเพิ่มขึ้นอีก ๔๐ บาท รวมเปน ๒๘๐ บาท และได้ทรงพระมหากรุณาให้เป็นนาคหลวง ทําขวัญที่พระะที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย อุปสมบทในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสตาราม จำพรรษาอยู่ณวัดราชบพิธ สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์เปนพระอุปัชญาย์ สมเด็จพระสังฆราช (สา ) เป็นพระกรรมวาจา ครั้นลาสิกขาแล้ว  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้เป็นเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ หัวหมื่นมหาดเล็ก ได้รับพระราชทานหีบหมากทองคํา, โต๊ะทองคํารองหีบ, กานํ้าเย็นทองคํา, กระบี่ด้ามเป็นรูปศีร์ษะนาคโกร่งฝักทองคํา เครื่องยศในตําแหน่งหัวหมื่น และได้รัยพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ภัทราภรณ์ และได้ตราต่างประเทศมงกุฎอิตาเลี่ยน และในพระพุทธศักราช ๒๔๒๕ นี้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ชั้น ตติยจุลจอมเกล้า และได้รับพระราชทานเงินเบี้ยหวัดเพิ่มขีนอีก ๔๐ บาท เป็น ๓๒๐ บาท เงินเดือนๆละ ๓๐ บาทตามเดิม พระพุทธศักราช ๒๔๒๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ออกไปรับคนสมัครเข้ารับราชการทหารที่มณฑลราชบุรี ได้รับพระราชทานยศทหารเปนนายพันโท รับพระราชทานเงินเดือนๆละ ๑๒๐ บาท และได้รับราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ในพระพุทธศักราช ๒๔๒๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรกเกล้า ให้เปนนายด้านรับผิดชอบจัดการรักษาพิพิธภัณฑ์ ( เนชั่นแนลเอสมีแช่น ) ในคราวครบรอบศตวรรษ ( ๑๐๐ ปี ) ไต้รับพระราชทานรางวัลเหรียญทองคําหนัก ๑๐ บาท มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระบรมราชเทวี (ซึ่งปรากฏพระนามในเวลานี้ว่า สมเด็จพระมาตุจฉาเจ้า พระบรมราชเทวี ) พระพุทธศักราช ๒๕๒๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปทรงนมัสการพระพุทธบาท ได้เป็นผู้บังคับบัญชาทหารตามเสด็จพระราชดำเนินคราวนั้น ครั้นไปถึงพระพุทธบาท ทหารได้เกิดวิวาทขึ้นกับราษฎร ทหารใช้ปืนยิงขิ้นไปบนไหล่เขาพระพุทธบาท นัด กระสุนปืนกระทบหน้าผาแล้วสะท้อนกลับตกลงในค่ายหลวง นายทหาร นายต้องรับพระราชอาญา และหม่อมราชวงค์เล็กซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามีความผิด

ฐานเลินเล่อต่อหน้าที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ยกออกเสียจากหน้าทีราชการ

พระพุทธศักราช ๒๔๓๐ ได้กลับเข้ารับราชการทหารเปนนายพันเอก ได้รับพระราชทานเงินเดือน ละ ๑๒๐ บาท แล้วได้ไปเปนผู้ช่วยเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี แม่ทัพไปปราบฮ่อเมื่องหลวงพระบาง ได้รับพระราชทานเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกเปนเดือนละ ๒๔๐ บาท

พระพุทธศักราช ๒๔๓๒  ได้ไปเป็นผู้ช่วยในการจําหน่ายฝิ่นทางลำนํ้าโขง ได้รับพระราชทานเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีก ๑๖๐ ปาท รวมเปนเดือนละ ๔๐๐ บาท

พระพุทธศักราช ๒๔๓๓ ได้เปนผู้ช่วยเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ข้าหลวงพิเศษปราบโจรผู้ร้ายทางมณฑลตะวันออก

พระพุทธศักราช ๒๔๓๔  ได้เปนแม่กองเก็บเงินอากรสวนใหญ่ ได้รับพระราชทานรายได้เปนส่วนลดร้อยละ จากจำนวนเงินที่เก็บใด้ และยังคงคําการจําหน่ายฝิ่น รับพระราชทานเงินเดืยน ละ ๔๐๐ บาทด้วยอีกแผนกหนึ่ง

พระพุทธศักราช ๒๔๔๐ บังเกิดโรคภัยเบียดเบียน มิสามารถจะรับราชการสนองพระเดชพระคุณตอไป จึงไค้กราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ราชการ ครั้นต่อมาในวันที่ ๑๒ สิงหาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๕ หม่อมราชวงศ์เล็ก ศิริวงศ์ ถึงแก่กรรมด้วยโรคชราอายูได้ ๖๘ ปี 

หม่อมราชวงศ์เล็ก ศิริวงศ์.มีภรรยา คน บุตรชาย หญิง ภรรยาคนแรก คือหม่อมราชวงค์หญิงแจ่มแจ้งมีบุตรี พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า พระราชทานนามว่าหม่อมหลวงหญิงพัวพัน เพราะทรงนับว่าเปนพระสัมพันธญาติอันใกล้ชิดในพระองค์ทั้ง๒ ฝ่าย คือหม่อมราชวงค์เล็ก ศิริวงศ์ เป็นหลานสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชชนนิพระพันปีหลวง และหม่อมราชวงค์หญิงแจ่มแจ้งก็เปนหลานพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส และหม่อมหลวงหญิงพัวพันผู้นี้ เปนหม่อมในหม่อมเจ้าอุดมดิเรกลาภ 

ภรรยาคนที่ ชื่อเจ้าแก่นคำ เจ้าลาวเมีองหลวงพระบาง มีบุตรี คน คือหม่อมหลวงหญิงสงวน, หม่อมหลวงหญิงรําจวน

ภรรยาคนที มีบุตร คน บุตรชายคนใหญ่ คือนายร้อยตรี หม่อมหลวงสุภาพ, นายร้อยตรี หม่อมหลวงถวิล, นักเรียนนายดาบ หม่อมหลวงครุณ, หม่อมหลวงซายโอภาส, หม่อมหลวงหญิงจรัส

ภรรยาคนที่ มีบุตร คน คือหม่อมหลวงหญิงแฉล้ม, หม่อมหลวงชายนระทิพ, หม่อมหลวงชายปราโมชย์, หม่อมหลวงชายประดิษฐ์ 

อ่านเพิ่มเติม

รวบรัดตัดความเทคนิคการเจรจาต่อรอง


ในการทำหน้าที่บริหารในทุกระดับ สิ่งหนึ่งเลยที่จะต้องเจอก็คือการเจรจาต่อรองครับ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับลูกค้า, คู่ค้า, ส่วนงานอื่นๆในองค์กร หรือแม้แต่กับเจ้านายและลูกน้อง เอาเป็นว่าการเจรจาเนี่ยโดยแท้แล้วมันก็คือความพยายามในการทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากที่สุดนี่เอง ซึ่งจะว่าไปนะครับ มันก็ไม่ยากไม่ง่าย แต่ดูเหมือนจะเป็นอะไรที่คล้ายๆจะเห็นแก่ตัวเล็กน้อย ก็ลองคิดดูครับ ถ้าเราได้ประโยชน์มาก ก็คงต้องมีใครสักคน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์หรือได้น้อยลงไป .. อ่านเพิ่มเติม

การตั้งงบโฆษณาบน Facebook Ads และการจ่ายค่าโฆษณา


เรื่องเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการโฆษณาบน Facebook Ads เป็นคำถามที่ถามกันเข้ามาเยอะมากๆ ตอบอีเมล์มือเป็นลิงเลย ผมเลยนำเรื่องนี้มาขึ้น blog ไว้เสียเลยดีกว่าต่อไปก็ไม่ต้องถามแล้ว มาอ่านเอาได้เลยนะครับ คำถามเกี่ยวกับ Facebook Ads ที่ถามกันเข้ามามากๆอยู่ 2 เรื่องคือ ค่าใช้จ่ายในการโฆษณานั้นอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ และ เวลาจ่ายเงินจะต้องทำอย่างไร ผมขออธิบายเป็นเรื่องๆดังต่อไปนี้ครับ

ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา Facebook Ads

อย่างแรกต้องเข้าใจเรื่องการประมูลหรือ Bidding
Facebook Ads นั้นก็อย่างที่เคยอธิบายไปใน Blog ก่อนๆแล้วว่ามีระบบการคิดเงินหลักๆ 2แบบคือแบบ CPC (cost per click) หรือการจ่ายต่อคลิก และ CPM (cost per thousand impressions) หรือการจ่ายต่อจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงผลครบ1,000ครั้ง โดยที่ทั้ง2วิธีการนี้จะใช้การประมูล (Bidding) มูลค่ามาเป็นตัวกำหนดราคา เช่น. CPCละ 0.50$ หรือ CPM ละ 5$ เป็นต้น อยู่ที่เรากำหนดเอง

ทั้งนี้หลังจากที่เรากำหนดคุณสมบัติต่างๆตามที่เคยอธิบายไว้ใน blog ก่อนหน้านี้แล้วไม่ว่าจะเป็น Target audience,ระยะเวลา, ฯลฯ ของโฆษณาเรียบร้อยแล้ว ทาง Facebook Ads นั้นจะคำนวนให้อัตโนมัติว่า เราควรจะประมูลเป็นมูลค่าเท่าไหร่ในรูปแบบ Minimum และ Maximum

การแนะนำมูลค่าขั้นต่ำและสุงสุดในการประมูล

อ่านเพิ่มเติม

เข้าใจโครงสร้างของชิ้นโฆษณา Facebook Ads สำหรับงาน creative


การทำงาน creative สร้างสรรค์ชิ้นงานโฆษณาบน Facebook นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการทำแคมเปญออนไลน์อื่นๆครับ ทุกๆอย่างต้องมีจุดประสงค์และผลลัพท์ที่เราต้องการ..  โดยเฉพาะ Facebook Ads แล้วด้วยนั้น ยิ่งต้องคิดให้โดนกว่าโฆษณาบนสื่ออื่นๆเพราะมันจะเป็นการเล่นกับประสปการณ์ของกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกลุ่มมากยิ่งขึ้น นี่ก็เพราะ Facebook เปิดช่องทางให้ผู้ลงโฆษณาสามารถตั้งกลุ่มเป้าหมายได้ค่อนข้างหลากหลาย ดังที่ได้เคยอธิบายไว้แล้วในบทความก่อนหน้านี้เรื่อง โฆษณาบนเฟซบุ๊ก (Facebook Ads) นอกจากนี้ถ้าโฆษณาไม่โดนใจ ผู้ใช้ Facebook ยังสามารถลบ ไม่ดูโฆษณานั้นอีกต่อไปได้อีกด้วย .. นี่แหละที่ผมบอกว่า โฆษณาบน Facebook นั้นจะต้องคิดให้โดนจริงๆ!!!

จากรูปตัวอย่าง ใน facebook profile ของผมระบุไปว่าผมสนใจเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน (Investment) แล้วผมก็เลยเห็นโฆษณาที่เกี่ยวกับการลงทุนโผล่ขึ้นมา ซึ่งผมเองก็ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายของผู้ลงโฆษณารายนี้เหมือนกัน

อ่านเพิ่มเติม

Long tail กึ่งสำเร็จรูป


จริงๆ concept ของ Long tail คุณ Cris Anderson นั้นก็ถูกเผยแพร่มานานพอสมควรแล้วตั้งแต่ปี 2004 นักบริหาร นักการตลาดส่วนใหญ่ก็คงจะเคยได้ยินหรือได้อ่านผ่านหูผ่านตามาบ้าง .. เรื่องของเรื่องคือไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสเสนอแผนธุรกิจให้กับบริษัทหนึ่งซึ่งผมเองก็ได้นำ concept ของ Long tail มาทำโมเดลการหารายได้ (Revenue model) ปรากฏว่าพี่ที่ช่วยรีวิวแผนให้นั้นได้บอกว่าเคยนำconcept Long tail นี้ไปนำเสนอต่อผู้บริหารแล้วโดนท้วงติงมาว่าไอ่หางยาวนี่มันคืออารายยย พอพี่เขาอธิบายไปก็ถูกย้อนกลับมาว่าก็จะมาบอกลองเทลๆให้เข้าใจยากทำไมก็บอกมาสิว่ามันก็คือขายของถูกเน้นขายจำนวนมากและการทำแบบนี้บนออนไลน์ทำให้สามารถขยายไปได้ไม่จำกัด .. จริงๆผมก็ขำอยู่นะในตอนแรก คือที่ว่ามานี่มันก็ใช่นะครับ แต่ก็ไม่ตรงเผงซะทีเดียว แต่ก็ไม่ถือว่าผิดหลักนะ ถือว่าเป็นการมองข้าม concept ของ Long tail แล้ว focus ไปที่การใช้งานจริงซะเลย …

Image file credit : http://itre.cis.upenn.edu/~myl/languagelog/archives/002682.html

รู้สึกเบื่อหน่าย


เห็นข้อความบน twitter และ facebook ในช่วงนี้ทั้งจากเพื่อนสนิท เพื่อนไม่สนิท เพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ เพื่อนร่วมงาน และอีกสารพัดที่ผ่านตาเข้ามา บอกได้อย่างนึงว่าทุกๆคนเหมือนจะลืมไปว่าการเหน็บแนมให้เจ็บแสบทำให้ดูเหมือนว่าคนอื่นโง่เซ่อบ้างมงายไม่ลืมหูลืมตา หรือบางทีก็เปรียบเทียบคนให้เป็นควายไปซะฉิบ ข้อความเหล่านี้นั้นมันอาจจะทำให้คนที่คิดเห็นไม่ตรงกันเกิดความเคืองใจขึ้นมาโดยที่ผู้ส่งข้อความเหล่านั้นเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่เขียนขึ้นเพื่อระบายความรู้สึกส่วนบุคคลนั้นออกมา บางครั้งเราก็ลืมไปว่าในจำนวนคนที่เห็นข้อความของเราก็มีเพื่อนสนิท หรือคนที่เรารู้สึกดีๆด้วย แต่เขาเหล่านั้นอาจจะคิดต่างจากเราก็ได้นะ .. สุดท้ายสิ่งที่เราระบายออกมาก็ไม่ได้ทำหน้าที่อะไรเลยนอกจากทำให้ความรู้สึกดีๆต่อกันมันลดลง หรือมากไปกว่านั้นก็ถึงขั้นยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขึ้นเลยทีเดียว

มันจำเป็นหรือในสังคมที่เราต้องตาต่อตาฟันต่อฟัน .. เค้าทำได้เราก็ทำได้ ถ้าลูกชายผมเข้าเรียนป.1แล้วมาบอกผมว่าอยากได้iPhone6GSเพราะเพื่อนมีกันหมดผมก็จะบอกเค้าว่าถ้าเพื่อนทุกคนไปโดดตึกตายกันหมดลูกจะต้องไปกระโดดไหม ..

Blog นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากพี่เจิด

โฆษณาบนเฟซบุ๊ก (Facebook Ads)


หลังจากที่ได้ลองใช้บริการโฆษณาบนเว็บ Social Networks อย่าง Facebook มาสักระยะหนึ่งแล้ว ก็รู้สึกว่าต่อไปจะต้องไปรับความนิยมในหมู่นักการตลาดชาวไทยอย่างแน่นอน เพราะนอกจากความง่ายของระบบการลงโฆษณาด้วยตัวเองที่ง่ายกว่า Google Adwords เป็นอย่างมากแล้ว การที่ผู้ลงโฆษณาสามารถเลือกกลุ่มผู้ที่จะได้เห็นโฆษณาได้ในหลายรูปแบบนั้น มันทำให้การวัดความคุ้มค่า (ROI) สามารถทำได้ชัดเจนมากยิ่งกว่ารูปแบบการโฆษณาที่แสดงจากผลการค้นหาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆแล้วโฆษณาบน Facebook เองก็สามารถระบุ keyword ได้เหมือนกันแต่จะต่างกับ Adwords พอสมควร .. เอาละๆ ฟีเจอร์เด็ดๆมีอะไรบ้าง ผมจะลองมารีวิวให้ดู

Untitled-1 อ่านเพิ่มเติม

เรื่องดีๆที่อยากแชร์


open24hours1

วันนี้มีโอกาสได้ฟังเพื่อน (@macroart)  มาอบรมให้พนักงานที่บริษัทฟัง.. ต้องขอเ ท้าความเล็กน้อยว่า เคยร่วมงานกับ @macroart มาตั้งแต่ประมาณปี 1998 สมัยที่ทำ Pantip.com กันในยุคแรกๆ..

จริงๆหัวข้ออบรมให้พนักงานวันนี้ก็เป็นเรื่องที่ตัวเองก็ค่อนข้างเข้าใจดีอยู่แล้ว ตอนแรกจึงมิได้ตั้งใจฟังมากนัก แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ได้ฟังในวันนี้มันเป็นการมองในเรื่องเดียวกันจากอีกมุมซึ่งก็เป็นประโยชน์ และได้ความรุ้เพิ่มเติมแน่ๆ

กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานก็ทำให้หวลคิดถึงประโยคหนึ่งที่เคยเขียนอยู่ที่หน้าแรกของเว็บ Pantip.com เมื่อสมัยก่อนว่า ไม่มีใครรู้ในทุกๆ เรื่อง และเรารู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้มากพอๆ กับเราไม่รู้ในสิ่งที่คนอื่นรู้  .. 

ผมคิดว่าสิ่งที่อยากจะบอกก็คือ ถ้าใจเราเปิดกว้างอยู่เสมอ  แม้สมองเราจะปิด สิ่งดีๆมันก็จะทะลุผ่านกบาลของเราเข้ามาเอง

เจาะจุดแข็ง


ผมมักจะชอบใจเสมอเมื่อมีโอกาสในการเรียนรู้อะไรใหม่ๆครับ ในช่วงปีที่ผ่านมาทางบริษัทก็ได้จัดอบรมเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองในหลายๆด้านอยู่บ่อยครั้ง โดยที่มักจะเน้นให้ค้นหาตัวเองจากการประเมินผลในรูปแบบต่างๆเช่น 360องศา หรือการทดสอบต่างๆนาๆ แต่ผลที่ได้ก็มักจะเป็นในแง่ของเข้าใจว่าจุดดีจุดด้อยของตัวเองเป็นอย่างไร และจะต้องทำอย่างไรถึงจะพัฒนาให้มันดีขึ้น ซึ่งผมก็เห็นว่ามันก็ีดีอยู่ แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่อะไรที่ยั่งยืนเลย

จนมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองที่ทั้งผมและน้องๆในทีมได้แจกหนังสือมาคนละเล่มชื่อว่า “เจาะจุดแข็ง” โดยที่ได้จทย์มาเหมือนกันทุกคนว่า ให้อ่านสามบทแรก แล้วทำแบบทดสอบผ่านอินเตอร์เนต จากนั้นในอาทิตย์ถัดมา ทางบริษัทจะจัด work shop นอกสถานที่และจะใช้ผลจากการทำแบบทดสอบนี้ด้วย สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาว่าหนังสือเล่มนี้มันน่าสนใจในแง่ที่ว่า นอกจากอ่านแล้วยังสามารถนำไปทำกิจกรรมต่อยอดได้จริง และที่สำคัญมัน localize เรียบร้อยแล้วคือมีเวอร์ชั่นภาษาไทย ทั้งตัวหนังสือและแบบทดสอบบนเว็บ how cool!

เจาะจุดแข็ง strengths finder อ่านเพิ่มเติม


%d bloggers like this: