Tips from real world experience

Tag Archives: e-commerce


จริงๆ concept ของ Long tail คุณ Cris Anderson นั้นก็ถูกเผยแพร่มานานพอสมควรแล้วตั้งแต่ปี 2004 นักบริหาร นักการตลาดส่วนใหญ่ก็คงจะเคยได้ยินหรือได้อ่านผ่านหูผ่านตามาบ้าง .. เรื่องของเรื่องคือไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสเสนอแผนธุรกิจให้กับบริษัทหนึ่งซึ่งผมเองก็ได้นำ concept ของ Long tail มาทำโมเดลการหารายได้ (Revenue model) ปรากฏว่าพี่ที่ช่วยรีวิวแผนให้นั้นได้บอกว่าเคยนำconcept Long tail นี้ไปนำเสนอต่อผู้บริหารแล้วโดนท้วงติงมาว่าไอ่หางยาวนี่มันคืออารายยย พอพี่เขาอธิบายไปก็ถูกย้อนกลับมาว่าก็จะมาบอกลองเทลๆให้เข้าใจยากทำไมก็บอกมาสิว่ามันก็คือขายของถูกเน้นขายจำนวนมากและการทำแบบนี้บนออนไลน์ทำให้สามารถขยายไปได้ไม่จำกัด .. จริงๆผมก็ขำอยู่นะในตอนแรก คือที่ว่ามานี่มันก็ใช่นะครับ แต่ก็ไม่ตรงเผงซะทีเดียว แต่ก็ไม่ถือว่าผิดหลักนะ ถือว่าเป็นการมองข้าม concept ของ Long tail แล้ว focus ไปที่การใช้งานจริงซะเลย …

Image file credit : http://itre.cis.upenn.edu/~myl/languagelog/archives/002682.html



สำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์ e-commerce คงจะมีไม่น้อยที่เคยมีประสปการณ์จะต้องเชื่อมต่อโปรแกรม shopping cart ของตัวเองเข้ากับระบบชำระเงินของ PayPal ถ้าเป็น shopping cart แบบสำเร็จรูปเช่นพวก osCommerce ก็จะค่อนข้างง่ายและไม่ซับซ้อนมากเท่าไหร่ในการเชื่อมต่อ แต่ถ้าในกรณีที่เป็นโปรแกรม shopping cart ที่พัฒนาเขียนขึ้นเองละ ตรงนี้ผมพอมีประสปการณ์เล็กๆน้อยครับ ส่วนมากก็ไม่ค่อยจะมีปัญหามากเท่าไหร่ ส่วนมากก็จะทำงานไปตามขั้นตอนคือเราส่งค่าต่างๆที่ PayPal กำหนดไปยังเว็บไซต์ของเขา ลูกค้ากรอกข้อมูลบัตรเครดิต ฯลฯ เมื่อจ่ายเงินเสร็จก็จะมีปุ่มให้คลิ๊กกลับมาที่เว็บไซต์ของเรา ซึ่งถ้าเป็นแบบธรรมดาๆก็จะกลับมาตรงๆเลย จริงอยู่เราสามารถระบุ URL ปลายทางสำหรับปุ่มกดกลับมานั้นได้ แต่ว่าจากประสปการณ์ผมมักจะเจอปัญหากับ URL ที่ส่งค่า variable ยาวๆ โดยเฉพาะประเภทที่ไม่ได้ encodeURL ด้วย 

สำหรับ solution นั้นก็ง่ายๆครับ แต่ก่อนอื่นขอบอกว่านี่ไม่ใช่ทางออกทางเดียว เป็นแค่ทางหนึ่ง (option) ที่ลองแล้วใช้ได้ผลดี จริงๆแล้วมีอีกหลายทางมากที่ PayPal เตรียมไว้ให้ ยังไงก็ลองศึกษาจากคู่มือที่ดาว์นโหลดได้จากเว็บ PayPal หน้า Website Payments Standard นะครับ https://www.paypal.com/us/cgi-bin/webscr?cmd=_wp-standard-overview-outside 

เอาละมาลองกันเลย เริ่มต้นเวลาจะส่งค่าต่างๆเข้า PayPal ก็มักจะมีตัวแปรต่างๆที่จำเป็นดังนี้ 

<form action=”https://www.paypal.com/cgi-bin/webscr&#8221; method=”post”> 
<input type=”hidden” name=”cmd” value=”_ext-enter”> 
<input type=”hidden” name=”redirect_cmd” value=”_xclick”> 
<input type=”hidden” name=”business” value=”youremail@yourdomain.com”> 
<input type=”hidden” name=”item_name” value=”Your_item_name”> 
<input type=”hidden” name=”upload” value=”1″> 
<input type=”hidden” name=”amount” value=” 2.00″> 
<input type=”hidden” name=”return” value=”http://www.yourdomain.com/file.htm”> 
<input type=”hidden” name=”cancel_return” value=”http://www.yourdomain.com”> 
<input type=”image” src=”imgs/x-click-but6.gif”> 
</form> 

ซึ่งค่าแค่นี้ก็สามารถทำให้ Shopping cart ของคุณส่งค่าไป PayPal เพื่อทำการชำระเงินได้ แต่เวลาย้อนกลับมาก็จะมาเข้า URL ที่ระบุไว้ใน “return” และไม่มีค่าใดๆอื่นอีกถูกส่งกลับมาเพื่อเช็คความถูกต้องเลย จริงอยู่คุณอาจจะสามารถเช็คจาก session หรือ cookie ของ user คนนั้นได้ แต่ว่าใครจะไปรู้ user อาจจะจ่ายเงินนานไปจน session expire ก่อนที่จะวกกลับมาที่เว็บคุณก็ได้ ดังนั้นทางที่ผมลองทำดูก็คือเพิ่มการส่งค่าที่ชื่อ “invoice” และ “rm” ลงไปในชุดคำสั่งด้านบนด้วย ดังนี้ 

<input type=”hidden” name=”invoice” value=”invoice_number”> 
<input type=”hidden” name=”rm” value=”2″> 

สำหรับ invoice ก็ให้ใส่เลขรหัสการสั่งซื้อลงไป และ rm ซึ่งก็คือ return method ถ้าระบุ 2 ก็จะเป็นการสั่งให้ PayPal ส่งค่าที่จำเป็นๆหลายอย่างกลับมากับปุ่มที่กดกลับมาเว็บไซต์เราด้วย โดยเป็นการส่งวิธี POST ค่าที่ PayPal ส่งกลับมามีเยอะมาก คุณสามารถเลือกใช้เอาได้เลย ยกตัวอย่างเช่น 

<input type=”hidden” id=”” name=”payer_status” value=”verified”> 
<input type=”hidden” id=”” name=”verify_sign” value=”Code_from_verisign”> 
<input type=”hidden” id=”” name=”payment_status” value=”Completed”> 

ทั้งสามค่านี้ก็เป็นตัวยืนยันว่าลูกค้าได้ทำการจ่ายเงินผ่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว และค่าที่ผมใช้ก็คือ invoice จะถูก return กลับมาด้วย แหล่มเลย ก็เช็คเอาจาก invoice_number นี่แหละ 
<input type=”hidden” id=”” name=”invoice value=”invoice_number”>

หรือใครอยากเขียนโปรแกรมขั้นเทพเจ้าขึ้นไปอีกก็คำนวน fee ของ PayPal ทำเป็นโปรแกรมวิเคราะห์ทางบัญชีไปเลยก็ได้นะเพราะเขาส่งค่า fee ของ transaction นี้มาด้วย 

<input type=”hidden” id=”” name=”mc_fee” value=”x.xx”> 
<input type=”hidden” id=”” name=”payment_fee” value=”x.xx”> 
 

อ้อ อีกอันที่ผมใช้คือเวลาเช็กว่าได้ถูกคลิ๊กมาจาก PayPal จริงหรือเปล่าคือผมจะเช็กชื่อของ submit button ด้วย บวกกับเช็ก Http Referer ด้วย 

<input type=”submit” id=”merchantReturn” name=”merchant_return_link” value=”Return to Our Store”>

ขอบพระคุณที่ทนอ่าน หวังว่าคงนำไปใช้ประโยชน์กันได้ สบายดี 

*หมายเหตุ* 
1.ตัวแปร rm นั้นเวลาใช้จะต้องใช้คู่กับตัวแปร return 
2.ค่าของตัวแปร rm มีสามอย่างคือ 
-0 เป็นการระบุให้ใช้วิธี GET ไม่ค่อยมีค่าที่จำเป็นส่งกลับคืนมา 
-1 เป็นการระบุให้ใช้วิธี POST ไม่ค่อยมีค่าที่จำเป็นส่งกลับคืนมา 
-2 เป็นการระบุให้ใช้วิธี POST มีค่าจำเป็นส่งกลับมาเยอะมาก 
—————————————-



[บทความนี้แต่งขึ้นเมื่อ Aug,2001 โดย Rittichart S.]

E-commerce ยังคงเป็นกระแสที่น่าจับตามองอยู่ ถึงแม้ว่าร้านค้าอีเล็กทรอนิกส์ ที่ทยอยเปิดตัวกันมากมายเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อนจะพากันทยอยปิดตัวลงอย่างน่าใจหาย กระนั้นก็ตามในตลาดของเว็บไซต์แบบ B2C ก็ยังมีผู้เล่นรายอื่นๆ เข้ามาเสริมทัพอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่ทุึนหนาทำตัวเป็น shopping mall อย่าง Thai.com ของ Inet Thailand หรือ จะเป็น mShop ของค่าย mWeb รวมถึง e-commerce ขนาดกลางๆไปถึงย่อมอย่าง Tohome ,Silkspan,Selectmore หรือล่าสุด PantipShop

ในตลาด B2C ที่ยังคงฟาดฟันกันถึงพริกถึงขิงสวนกระแสผีเข้าผีออกของกิจการดอทคอม อยู่ในขณะนี้ เราจะมีวิธีอย่างไรที่จะเรียกลูกค้าเข้ามาจับจ่ายสินค้าที่เว็บไซต์ของเรา แน่นอน นอกเหนือจากการใช้วิธีการ Promotion เช่นลกแลกแจกแถมต่างๆ นาๆ หรือมีการเล่นเกมส์ชิงรางวัลแล้ว ตัวเว็บไซต์เองก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการ shopping โดยเฉพาะ ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการออแบบเว็บไซต์เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนักช๊อปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ลองมาดูกันว่าในการออกแบบเว็บไซต์สำหรับการ shopping นั้น มีปัจจัยอะไรบ้างที่ควรคำนึงถึง

1.User Friendly อ่านดูแล้วออกจะกว้างไปสักหน่อย แต่โดยรวมๆแล้วก็คือ ทำให้เว็บไซต์นั้นใช้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้ดูสะอาดตา เมนูต่างๆใช้และทำความเข้าใจได้ง่าย มีระบบ Help คอยช่วยเหลือ มี Site map และยังรวมไปถึงความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลอีกด้วย

“จงจำเอาไว้เสมอว่า คำว่า e-commerce นั้นควรจะแปลมาจาก easy-commerce มากว่า electronics commerce”

 
Easy navigator bar จาก Tohome.com เป็นการบอกว่าคุณอยู่ในจุดไหนและมีขั้นตอนใดๆบ้างในการ Shopping

2.Encourage decision making ตรงนี้อาจจะเป็นบทความ หรือสถิติ หรือสื่ออื่นๆ ที่จะช่วยให้ผู้ซื้อตัดสินใจได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่ขายบริการในการสมัครขอสินเชื่อหรือสินค้าทางการเงิน ก็จะมีบทความที่อ่านง่าย หรือบทความเปรียบเทียบ มีโปรแกรมคำนวนการผ่อนส่ง คำนวนความสามารถของการขอสินเชื่อ หรือมีมุมสำหรับให้ ถาม-ตอบ เกี่ยวกับสินค้านั้นๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยเร่งการตัดสินใจในการซื้อสินค้าให้เร็วยิ่งขึ้น 

 
ภาพตัวอย่างจาก Silkspan มีบทความน่าสนใจให้อ่าน ในหน้าที่บริการสมัครขอสินเชื่อต่างๆ

3.Fresh and New การมีสิ่งที่สดใหม่อยู่เสมอจะเป็นส่วนที่สำคัญอย่างมากในการที่จะดึงดูดให้ผู้ชมกลับมาเยี่ยมที่เว็บไซต์บ่อยๆ ดังจะเห็นได้จากตามเว็บ Portal ต่างๆ ที่มีการ update เนื้อหากันแบบรายวัน จึงทำให้มีจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมมากและสม่ำเสมอ

4.Interactive Utilization ความได้เปรียบของร้านค้าแบบ online เมื่อเปรียบเทียบกับร้านค้าแบบ offline ก็คือ เว็บไซต์นั้นสามารถที่จะ interactive กับผู้ชมได้แบบหลากหลาย ฉนั้นเราควรจะทำเอาข้อได้เปรียบนี้มาใช้ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำ interactive แบบง่ายๆอย่างการมี form รับความคิดเห็น หรือมี Discussion board รวมไปถึงอาจจะมี Chat room สำหรับแผนกบริการลูกค้าเป็นต้น

5.Customer Services เว็บไซต์ e-commerce ที่ดีนั้นควรที่จะมีระบบบริการลูกค้าที่ดีด้วย เพราะนอกจากจะช่วยในการส่งเสริมการขายแล้ว customer service ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความประทับใจกับลูกค้า และเป็นการสร้างภาพพจน์ที่ดีแก่สินค้าและบริการอีกด้วย

ด้วยหลักง่ายๆทั้ง5ข้อนี้ คงจะช่วยให้การเริ่มต้นการออกแบบเว็บไซต์ e-commerce ของคุณง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



%d bloggers like this: