Tips from real world experience

Tag Archives: web design


[บทความนี้แต่งขึ้นเมื่อ Oct,2001 โดย Rittichart S.]

ความสวยงามในการออกแบบเว็บไซต์รวมไปถึงลูกเล่นต่างๆนั้นได้พัฒนามาไกลจากจุดเริ่มต้นของเว็บไซต์ในยุคแรกๆไปมาก ในยุคนี้ที่แอนิเมชั่นจำพวก Flash ดูจะมีบทเด่นที่ชวนให้บรรดานักออกแบบนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์องค์กรธุรกิจ ราชการ ไปจนถึงเว็บไซต์ส่วนตัวต่างๆ

ในเว็บไซต์ประเภทธุรกิจนั้น (Corporate Website) การออกแบบรูปร่างหน้าตานั้นได้ทวีความสำคัญขึ้นมาจนเกือบจะเทียบเท่ากับการให้ข้อมูลทางธุรกิจเข้าทุกขณะ หลายๆองค์กรได้เริ่มที่จะมองเห็นศักยภาพของเว็บไซต์ว่าสามารถที่จะเป็นช่องทางๆการตลาด (Marketing Channel) ทางหนึ่งที่มิได้ด้อยไปกว่าทางอื่นๆ รวมไปถึงสิ่งพิเศษต่างๆที่ช่องทางอื่นไม่สามารถทำได้เช่นคุณสมบัติในการทำอินเตอร์แอคทีพเป็นต้น ดังนั้นการให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาขององค์กรบนอินเตอร์เนตจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย และควรจะให้ความสำคัญอยู่ในอันดับต้นๆเลยทีเดียว ลองมาดูกันว่าหลักการง่ายๆสำหรับการเริ่มต้นการทำ Creative Design สำหรับเว็บไซต์ประเภทองค์กรธุรกิจต่างๆนั้นมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

1.Marketing Goal สิ่งแรกที่ควรจะคำนึงถึงเมือจะเริ่มทำงาน Creative Design สำหรับเว็บไซต์ ก็คือการศึกษาจุดมุ่งหมายทางการตลาดขององค์กร เพราะเราสามารถที่จะนำมากำหนดรูปแบบการออกแบบเว็บไซต์ให้ไปในแนวทางเดียวกันกับแนวทางของการตลาดของบริษัทได้

2.Creative Concept (look & feel) ขั้นตอนต่อมาก็คือ ให้เริ่มลงมือออกแบบรูปร่างหน้าตาออกมาหลายๆแบบ โดยยึดเอาจากปัจจัยในข้อหนึ่ง และข้อมูลสนับสนุนต่างๆที่มี ถ้าเป็นไปได้ควรจะออกแบบมาสัก 3-4 แบบเพื่อให้เป็นทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น

3.Group Resrearch เมื่อมีรูปแบบของเว็บไซต์พร้อมแล้วแล้ว จากนั้นก็ตั้งทีมขึ้นมาสักทีมหนึ่งเพื่อทำการสำรวจความคิดของคนทั้งในองค์กร และคนนอกองค์กร (ระวังอย่าไปเอาคนของบริษัทคู่แข่งเข้ามาละ) ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้างกับรูปแบบในแต่ละอัน ชอบตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน ถ้าให้เลือกจะเลือกอันไหน เป็นต้น

4.Site Architecture and Design หลังจากการสำรวจแล้ว ก็คงจะได้ไอเดีย เพื่อมาปรับแต่ง หรือไม่ก็คงจะได้รูปแบบที่แน่นอนชัดเจนแล้ว จะว่าไปแล้วเมือถึงขั้นตอนนี้ ก็สามารถที่จะเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ได้แล้ว แต่ก่อนที่จะเริ่มลงมือนั้น ควรที่จะจัดทำรูปแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ในส่วนต่างๆไว้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์นั้นๆ ในส่วนของการทำโครงสร้างนั้น สามารถทำได้ตั้งแต่การทำแผนผังแบบง่ายๆ มีโครงสร้างของเมนูในทุกๆชั้น หรือจะทำในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นมาอย่างเช่นการทำ Data Flow Diagram ก็ได้

5.Data Analysis & Optimization เมื่อขั้นตอนทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ไปจนถึงนำเว็บไซต์ขึ้นบนเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้งานจริง สิ่งที่ควรจะเตรียมการไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มเปิดใช้งานเว็บไซต์ในตอนต้นๆก็คือ การทำ Data Analysis ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Analysis software ต่างๆ อย่างเช่น WebTrends ,MediaHouse รวมไปถึงอาจจะมีการทำสำรวจข้อมูลผู้ใช้ผ่านทางตัวเว็บไซต์เอง เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงในด้านต่างๆเช่นในเรื่อง ความเร็วของตัวเว็บไซต์ ,ขนาดของรูปภาพต่างๆ, ตรวจหา Error และดูเรื่องความ Compatible กันกับ Web Browser หลายๆยี่ห้อ และอื่นๆอีกมาก

เมื่อผ่านขั้นตอนทั้ง 5 ขั้นตอนง่ายๆนี้ไปแล้ว ผู้เขียนคิดว่าคงพอที่จะอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเว็บไซต์สำหรับองค์กรธุรกิจของคุณ จะไม่ได้มีแค่สวยแต่รูปเท่านั้น แต่เวลาจูบแล้วคงจะเสียวซ่านบ้างไม่มากก็น้อย (เนอะ)



[บทความนี้แต่งขึ้นเมื่อ Aug,2001 โดย Rittichart S.]

E-commerce ยังคงเป็นกระแสที่น่าจับตามองอยู่ ถึงแม้ว่าร้านค้าอีเล็กทรอนิกส์ ที่ทยอยเปิดตัวกันมากมายเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อนจะพากันทยอยปิดตัวลงอย่างน่าใจหาย กระนั้นก็ตามในตลาดของเว็บไซต์แบบ B2C ก็ยังมีผู้เล่นรายอื่นๆ เข้ามาเสริมทัพอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่ทุึนหนาทำตัวเป็น shopping mall อย่าง Thai.com ของ Inet Thailand หรือ จะเป็น mShop ของค่าย mWeb รวมถึง e-commerce ขนาดกลางๆไปถึงย่อมอย่าง Tohome ,Silkspan,Selectmore หรือล่าสุด PantipShop

ในตลาด B2C ที่ยังคงฟาดฟันกันถึงพริกถึงขิงสวนกระแสผีเข้าผีออกของกิจการดอทคอม อยู่ในขณะนี้ เราจะมีวิธีอย่างไรที่จะเรียกลูกค้าเข้ามาจับจ่ายสินค้าที่เว็บไซต์ของเรา แน่นอน นอกเหนือจากการใช้วิธีการ Promotion เช่นลกแลกแจกแถมต่างๆ นาๆ หรือมีการเล่นเกมส์ชิงรางวัลแล้ว ตัวเว็บไซต์เองก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการ shopping โดยเฉพาะ ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการออแบบเว็บไซต์เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนักช๊อปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ลองมาดูกันว่าในการออกแบบเว็บไซต์สำหรับการ shopping นั้น มีปัจจัยอะไรบ้างที่ควรคำนึงถึง

1.User Friendly อ่านดูแล้วออกจะกว้างไปสักหน่อย แต่โดยรวมๆแล้วก็คือ ทำให้เว็บไซต์นั้นใช้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้ดูสะอาดตา เมนูต่างๆใช้และทำความเข้าใจได้ง่าย มีระบบ Help คอยช่วยเหลือ มี Site map และยังรวมไปถึงความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลอีกด้วย

“จงจำเอาไว้เสมอว่า คำว่า e-commerce นั้นควรจะแปลมาจาก easy-commerce มากว่า electronics commerce”

 
Easy navigator bar จาก Tohome.com เป็นการบอกว่าคุณอยู่ในจุดไหนและมีขั้นตอนใดๆบ้างในการ Shopping

2.Encourage decision making ตรงนี้อาจจะเป็นบทความ หรือสถิติ หรือสื่ออื่นๆ ที่จะช่วยให้ผู้ซื้อตัดสินใจได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่ขายบริการในการสมัครขอสินเชื่อหรือสินค้าทางการเงิน ก็จะมีบทความที่อ่านง่าย หรือบทความเปรียบเทียบ มีโปรแกรมคำนวนการผ่อนส่ง คำนวนความสามารถของการขอสินเชื่อ หรือมีมุมสำหรับให้ ถาม-ตอบ เกี่ยวกับสินค้านั้นๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยเร่งการตัดสินใจในการซื้อสินค้าให้เร็วยิ่งขึ้น 

 
ภาพตัวอย่างจาก Silkspan มีบทความน่าสนใจให้อ่าน ในหน้าที่บริการสมัครขอสินเชื่อต่างๆ

3.Fresh and New การมีสิ่งที่สดใหม่อยู่เสมอจะเป็นส่วนที่สำคัญอย่างมากในการที่จะดึงดูดให้ผู้ชมกลับมาเยี่ยมที่เว็บไซต์บ่อยๆ ดังจะเห็นได้จากตามเว็บ Portal ต่างๆ ที่มีการ update เนื้อหากันแบบรายวัน จึงทำให้มีจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมมากและสม่ำเสมอ

4.Interactive Utilization ความได้เปรียบของร้านค้าแบบ online เมื่อเปรียบเทียบกับร้านค้าแบบ offline ก็คือ เว็บไซต์นั้นสามารถที่จะ interactive กับผู้ชมได้แบบหลากหลาย ฉนั้นเราควรจะทำเอาข้อได้เปรียบนี้มาใช้ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำ interactive แบบง่ายๆอย่างการมี form รับความคิดเห็น หรือมี Discussion board รวมไปถึงอาจจะมี Chat room สำหรับแผนกบริการลูกค้าเป็นต้น

5.Customer Services เว็บไซต์ e-commerce ที่ดีนั้นควรที่จะมีระบบบริการลูกค้าที่ดีด้วย เพราะนอกจากจะช่วยในการส่งเสริมการขายแล้ว customer service ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความประทับใจกับลูกค้า และเป็นการสร้างภาพพจน์ที่ดีแก่สินค้าและบริการอีกด้วย

ด้วยหลักง่ายๆทั้ง5ข้อนี้ คงจะช่วยให้การเริ่มต้นการออกแบบเว็บไซต์ e-commerce ของคุณง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



%d bloggers like this: